ข้อมูล Kpler ระบุว่าเรือกว่า 80% ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุดใช้เส้นทางฝั่งโอมาน ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กรอบกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ แม้อิหร่านคัดค้านและเคยโจมตีเรือในเส้นทางดังกล่าว การคุ้มกันของกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วยให้เส้นทางทางเลือกยังใช้งานได้ แต่ช่องแคบยังห่างไกลจากภาวะปกติ เพราะจำนวนเรือเคยล...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the shipping situation in the Strait of Hormuz changed since the U.S.–Iran war began in February 2026, and what does the fact that m. Article summary: Shipping has shifted from an intermittent near-closure and attack-driven stoppage toward a contested, partially functioning corridor. The reported move of more than 80% of transits to the UN-authorized Omani-side route i. Topic tags: general, government, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
ช่องแคบฮอร์มุซเปลี่ยนจากเส้นทางเดินเรือที่แทบหยุดชะงักเพราะการโจมตี มาเป็น “ทางน้ำที่ยังเปิดอยู่แต่มีหลายฝ่ายแย่งชิงอำนาจ” การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเลือกเส้นทางของเรือพาณิชย์ โดยเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุดมากกว่า 80% ใช้ช่องทางฝั่งโอมาน ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กรอบกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ แต่อิหร่านคัดค้านเส้นทางนี้อย่างหนัก
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าฮอร์มุซปลอดภัยหรือกลับมาเปิดใช้งานได้เต็มที่ หากแต่สะท้อนว่าอำนาจของอิหร่านกำลังเปลี่ยนจากการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จมาเป็นอำนาจกดดัน อิหร่านยังสามารถเพิ่มต้นทุนการเดินทาง โจมตีเรือ ทำให้บริษัทประกันลังเล และสร้างความไม่แน่นอนแก่เจ้าของเรือได้ แต่ประสบความสำเร็จน้อยลงในการบังคับให้เรือพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางที่เตหะรานต้องการ
ก่อนเกิดการเปลี่ยนเส้นทางครั้งล่าสุด การโจมตีและข้อเรียกร้องของอิหร่านทำให้การเดินเรือลดลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Kpler ที่ BBC อ้างถึงระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าเพียง 23 ลำผ่านช่องแคบในวันพุธหนึ่งวัน ลดลงจาก 47 ลำในสัปดาห์ก่อนหน้า ในบางวันตัวเลขลดลงมากกว่านั้นอีก โดย Reuters รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านเพียง 3 ลำ ขณะที่รายงานอีกชิ้นระบุว่าการเดินเรือบรรทุกน้ำมันแทบหยุดลง
ดังนั้น การที่เรือส่วนใหญ่กลับมาใช้เส้นทางฝั่งโอมานจึงเป็นสัญญาณของ “ความยืดหยุ่น” มากกว่าการกลับสู่ภาวะปกติ บริษัทเดินเรือเลือกใช้ช่องทางที่อิหร่านคัดค้านและเคยโจมตี เนื่องจากการคุ้มกันทางทะเลของสหรัฐฯ ทำให้เส้นทางนี้ยังพอใช้งานได้ การวิเคราะห์ของ CNN ระบุว่าอิหร่านโจมตีเรือหลายสิบลำที่พยายามใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งโอมาน ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงลาดตระเวนในพื้นที่
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ต้องมองคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าเขามี “การควบคุมโดยสมบูรณ์” เหนือช่องแคบอย่างระมัดระวัง หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนข้อสรุปที่แคบกว่านั้น คือกิจกรรมทางทหารของสหรัฐฯ ช่วยให้การเดินเรือบางส่วนดำเนินต่อได้ และลดความสามารถของอิหร่านในการกำหนดเส้นทาง แต่ยังไม่สามารถยุติการโจมตีหรือทำให้การเดินเรือกลับสู่ระดับปกติได้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค่าเฉลี่ยการเดินเรือในช่วง 5 วันอยู่ที่เพียง 10 ลำ แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าช่องแคบ “เปิดและใช้งานได้”
อิหร่านไม่จำเป็นต้องหยุดเรือทุกลำจึงจะมีอิทธิพลต่อการเดินเรือได้ การข่มขู่ การโจมตี การตรวจค้น ความล่าช้า การเรียกร้องให้เปลี่ยนเส้นทาง และความไม่แน่นอนเรื่องประกันภัย ล้วนทำให้การเดินทางมีต้นทุนสูงจนไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ได้ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเดือนกรกฎาคม รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์และเรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลได้ยกระดับภัยคุกคามเป็น “รุนแรง”
การโจมตียังคงเกิดขึ้น แม้เส้นทางฝั่งโอมานจะมีส่วนแบ่งการใช้งานเพิ่มขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่ดำเนินงานโดย ADNOC ถูกโจมตีระหว่างผ่านช่องแคบในเดือนสิงหาคม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เรือยังต้องเผชิญ
ภาพรวมจึงไม่ใช่สถานการณ์แบบ “เปิดหรือปิด” อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นทางน้ำที่ทำงานได้เพียงบางส่วน เรือบางลำยังเดินทางต่ออย่างเปิดเผย บางลำเปลี่ยนเส้นทางหรือหันหัวกลับ และเรือบางส่วนปิดระบบติดตาม ทำให้ข้อมูลการเดินเรือที่ตรวจพบอาจไม่ครอบคลุมการเคลื่อนไหวทั้งหมด
การที่เส้นทางเดินเรือยังใช้งานได้ ไม่ได้หมายความว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบจะกลับมาเท่าเดิม รายงานที่มีอยู่ประเมินว่าปริมาณน้ำมันจากอ่าวในปัจจุบันอยู่ที่ราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่รายงานก่อนสงคราม ตัวเลขปริมาณปัจจุบันสอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่ CNBC อ้างถึง แม้รายงานแต่ละแห่งจะประเมินปริมาณน้ำมันที่ออกจากอ่าวแตกต่างกัน
ความไม่แน่นอนนี้มีความสำคัญในตัวเอง ระบบติดตามเรืออาจตรวจไม่พบเรือบรรทุกน้ำมันที่ปิดเครื่องส่งสัญญาณ หรือที่เรียกว่าเรือ “ล่องหน” ขณะเดียวกัน ความล่าช้าด้านความปลอดภัย ข้อจำกัดด้านประกันภัย จำนวนเรือที่พร้อมใช้งาน และการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ ทำให้การเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันจริงกับจำนวนเรือที่มองเห็นทำได้ยาก
ข้อสรุปในทางปฏิบัติคือ ฮอร์มุซอาจเปิดมากพอให้น้ำมันยังเคลื่อนย้ายได้ แต่ยังไม่น่าเชื่อถือพอที่จะทำให้ตลาดและผู้ประกอบการกลับมามั่นใจเหมือนก่อนสงคราม การเดินทางที่ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่เที่ยวไม่ได้พิสูจน์ว่าห่วงโซ่อุปทานกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
เตหะรานพยายามผลักดันข้อตกลงกับโอมานที่จะทำให้อิหร่านมีบทบาทอย่างเป็นทางการในการจัดการเรือที่เข้าสู่อ่าว Reuters รายงานว่า ข้อเสนอของอิหร่านต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคิดเป็น 5–7% ของมูลค่าสินค้า แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเห็นว่าแนวทางนี้ทำได้ยาก เพราะติดข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรและเงื่อนไขการประกันภัย
ข้อเสนอของโอมานแตกต่างออกไป โดยสนับสนุนกลไกระดับภูมิภาคสำหรับบริหารการเดินเรือ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การค้นหาและกู้ภัย รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ค่าธรรมเนียมเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับเรียกเก็บ Reuters ระบุว่า กฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศไม่เปิดทางให้รัฐชายฝั่งเรียกเก็บเงินเพียงเพื่ออนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบ แต่ค่าบริการเฉพาะด้านอาจได้รับการพิจารณาแตกต่างกัน
อิหร่านและโอมานระบุว่าใกล้บรรลุข้อตกลงเรื่องเส้นทางหรือ “แผนที่การเดินเรือ” และเจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่าพิกัดเส้นทางได้มีการตกลงกันแล้ว อย่างไรก็ตาม รายงานต่อสาธารณะยังไม่ยืนยันว่ามีกรอบการดำเนินงานขั้นสุดท้ายที่ใช้งานได้จริงหรือไม่ และยังไม่ได้คลี่คลายข้อพิพาทหลักว่าใครมีอำนาจอนุญาตการผ่านทางและเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
ข้อมูลเส้นทางทำให้เห็นความสำคัญของข้อพิพาทนี้อย่างชัดเจน หากเรือส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงช่องทางที่อิหร่านต้องการ เตหะรานก็จะมีความสามารถในทางปฏิบัติลดลงในการเรียกเก็บค่าผ่านทาง
บริษัทพลังงานกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยง แทนที่จะรอให้ช่องแคบกลับมาเปิดอย่างมั่นคง Saudi Aramco เสนอขายน้ำมันดิบ Arab Medium และ Arab Heavy ผ่านการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือใกล้โอมาน วิธีนี้ช่วยให้สินค้าบางส่วนเคลื่อนออกไปพ้นช่วงเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
แต่การจัดการดังกล่าวเพิ่มความซับซ้อน ต้องใช้การประสานงาน เรือ และประกันภัยมากขึ้น อีกทั้งอาจเพิ่มค่าระวาง ค่าขนถ่าย และต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังทำให้มองเห็นเส้นทางของสินค้าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรือบางลำไม่ส่งสัญญาณตำแหน่ง
อิรักเลือกใช้แนวทางอีกแบบ โดย SOMO ซึ่งเป็นหน่วยงานการตลาดน้ำมันของรัฐ มีรายงานว่าเจรจากับบริษัทเดินเรือจากสหรัฐฯ และเยอรมนี เพื่อขนส่งน้ำมันดิบผ่านฮอร์มุซด้วยเรือที่ชักธงอิรัก การเจรจานี้สะท้อนความพยายามของแบกแดดที่จะหาทางผ่านที่ยอมรับได้ในทางการเมือง แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่ามีข้อตกลงถาวรหรือกลไกส่งออกที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว
อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดอาจไม่ใช่การปิดช่องแคบทางกายภาพอย่างถาวร แต่คือการมีทางน้ำที่ถูกทำให้เป็นพื้นที่ทหาร ซึ่งการเดินเรือสามารถกลับมาได้ชั่วคราว ก่อนหยุดลงอีกครั้งหลังเกิดการโจมตี เหตุวางทุ่นระเบิด ข้อพิพาทเรื่องค่าธรรมเนียม หรือความล้มเหลวของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมาน ข้อมูลการเดินเรือหลายครั้งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการตอบสนองต่อการสู้รบที่ปะทุขึ้นใหม่ได้รวดเร็วเพียงใด
ความเปราะบางดังกล่าวอาจผลักดันให้ค่าระวางเรือ เบี้ยประกันความเสี่ยงจากสงคราม ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย และต้นทุนการถ่ายลำเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังบั่นทอนความแน่นอนของการส่งมอบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว และเพิ่มโอกาสที่เหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือพาณิชย์จะลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค
ท้ายที่สุด การที่เรือส่วนใหญ่เลือกเส้นทางฝั่งโอมานควรถูกอ่านว่าเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของอำนาจควบคุม ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควบคุมช่องแคบได้อย่างสมบูรณ์ อิหร่านยังมีศักยภาพในการสร้างอันตรายและรบกวนการเดินเรืออย่างแท้จริง แต่การที่เรือที่ติดตามได้ส่วนใหญ่เลือกเส้นทางทางเลือก แม้อิหร่านคัดค้าน แสดงให้เห็นว่าเตหะรานสูญเสียความสามารถบางส่วนในการกำหนดว่าเรือพาณิชย์จะใช้ช่องแคบอย่างไร การคุ้มกันของกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดการเดินเรือนี้ แต่การทำให้เส้นทางกลับมาเป็นปกติได้จริงยังต้องอาศัยข้อตกลงระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือและยั่งยืน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ข้อมูล Kpler ระบุว่าเรือกว่า 80% ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุดใช้เส้นทางฝั่งโอมาน ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กรอบกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ แม้อิหร่านคัดค้านและเคยโจมตีเรือในเส้นทางดังกล่าว
ข้อมูล Kpler ระบุว่าเรือกว่า 80% ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุดใช้เส้นทางฝั่งโอมาน ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้กรอบกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ แม้อิหร่านคัดค้านและเคยโจมตีเรือในเส้นทางดังกล่าว การคุ้มกันของกองทัพเรือสหรัฐฯ ช่วยให้เส้นทางทางเลือกยังใช้งานได้ แต่ช่องแคบยังห่างไกลจากภาวะปกติ เพราะจำนวนเรือเคยลดเหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวันและยังเกิดการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
อิหร่านกำลังพยายามเปลี่ยนอำนาจกดดันที่ยังเหลืออยู่ให้เป็นบทบาทอย่างเป็นทางการและค่าธรรมเนียมผ่านทาง ขณะที่โอมานเสนอระบบบริหารร่วมระดับภูมิภาค และการเจรจายังคงเปราะบาง