คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4] ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมที่ลดลงอย่างมากและวิกฤตการถอนการลงทุน โดยบริษัทกลุ่มเดียวกันไม่มีการเปิดเผยการขายกิจการในจีนแบบสมบูรณ์ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน [7] แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน การระดมทุนของกองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกลดลง 37% เหลือ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน [34] What does the Financial Times’ analysis of Dealogic data reveal about the complete freeze in new publicly disclosed China equity investments The zero-deal figure applies to publicly disclosed investments by ten major global buyout firms, not to every form of private-equity activity in China. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does the Financial Times’ analysis of Dealogic data reveal about the complete freeze in new publicly disclosed China equity investments. Article summary: The FT’s Dealogic-based finding is best read as a striking withdrawal by the largest global buyout firms—not proof that all foreign or domestic private-equity investment in China stopped. None of the ten named firms publ. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
openai.com ตัวเลขที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ “ลดลง” แต่คือ “ศูนย์”
ผลวิเคราะห์ข้อมูลของ Financial Times ซึ่งอ้างอิง Dealogic และ PitchBook พบว่า บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ได้แก่ KKR, Warburg Pincus, Blackstone, CVC, TPG, Carlyle, Bain Capital, EQT, Advent International และ Apollo ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ศูนย์” ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมไพรเวทอิควิตีในจีนหยุดลงทั้งหมด ตัวเลขนี้นับเฉพาะธุรกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะของบริษัทกลุ่มที่ติดตาม อาจไม่รวมดีลที่เป็นความลับ การถือหุ้นส่วนน้อย การซื้อขายในตลาดรอง หรือธุรกรรมที่จัดโครงสร้างในรูปแบบอื่น
ถึงกระนั้น ผลลัพธ์ดังกล่าวก็เป็นสัญญาณสำคัญว่า จีนกำลังกลายเป็นตลาดที่บริษัทซื้อกิจการต่างชาติรายใหญ่ประเมินความเสี่ยง อนุมัติดีล จัดหาเงินทุน บริหารสินทรัพย์ และขายการลงทุนออกได้ยากกว่าที่เคย
กิจกรรมของบริษัททั้ง 10 แห่งเคยอยู่ที่ 30 การลงทุนในปี 2021 ก่อนลดเหลือเพียง 5 รายการในปี 2023 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดเล็ก การไม่มีดีลใหม่เลยในช่วงต้นปี 2026 จึงสะท้อนมากกว่าการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังเรื่องราคา แต่เป็นการทบทวนว่า กลยุทธ์ซื้อกิจการข้ามพรมแดนแบบเดิมยังสามารถเดินทางตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้หรือไม่
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ทำไมบริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลกจึงไม่มีดีลใหม่ในจีนเลยช่วงต้นปี 2026" คืออะไร บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4]
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4] ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมที่ลดลงอย่างมากและวิกฤตการถอนการลงทุน โดยบริษัทกลุ่มเดียวกันไม่มีการเปิดเผยการขายกิจการในจีนแบบสมบูรณ์ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน [7]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน การระดมทุนของกองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกลดลง 37% เหลือ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน [34]
คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4] ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมที่ลดลงอย่างมากและวิกฤตการถอนการลงทุน โดยบริษัทกลุ่มเดียวกันไม่มีการเปิดเผยการขายกิจการในจีนแบบสมบูรณ์ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน [7] แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน การระดมทุนของกองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกลดลง 37% เหลือ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน [34] What does the Financial Times’ analysis of Dealogic data reveal about the complete freeze in new publicly disclosed China equity investments The zero-deal figure applies to publicly disclosed investments by ten major global buyout firms, not to every form of private-equity activity in China. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does the Financial Times’ analysis of Dealogic data reveal about the complete freeze in new publicly disclosed China equity investments. Article summary: The FT’s Dealogic-based finding is best read as a striking withdrawal by the largest global buyout firms—not proof that all foreign or domestic private-equity investment in China stopped. None of the ten named firms publ. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
openai.com ตัวเลขที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ “ลดลง” แต่คือ “ศูนย์”
ผลวิเคราะห์ข้อมูลของ Financial Times ซึ่งอ้างอิง Dealogic และ PitchBook พบว่า บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ได้แก่ KKR, Warburg Pincus, Blackstone, CVC, TPG, Carlyle, Bain Capital, EQT, Advent International และ Apollo ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ศูนย์” ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมไพรเวทอิควิตีในจีนหยุดลงทั้งหมด ตัวเลขนี้นับเฉพาะธุรกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะของบริษัทกลุ่มที่ติดตาม อาจไม่รวมดีลที่เป็นความลับ การถือหุ้นส่วนน้อย การซื้อขายในตลาดรอง หรือธุรกรรมที่จัดโครงสร้างในรูปแบบอื่น
ถึงกระนั้น ผลลัพธ์ดังกล่าวก็เป็นสัญญาณสำคัญว่า จีนกำลังกลายเป็นตลาดที่บริษัทซื้อกิจการต่างชาติรายใหญ่ประเมินความเสี่ยง อนุมัติดีล จัดหาเงินทุน บริหารสินทรัพย์ และขายการลงทุนออกได้ยากกว่าที่เคย
กิจกรรมของบริษัททั้ง 10 แห่งเคยอยู่ที่ 30 การลงทุนในปี 2021 ก่อนลดเหลือเพียง 5 รายการในปี 2023 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดเล็ก การไม่มีดีลใหม่เลยในช่วงต้นปี 2026 จึงสะท้อนมากกว่าการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังเรื่องราคา แต่เป็นการทบทวนว่า กลยุทธ์ซื้อกิจการข้ามพรมแดนแบบเดิมยังสามารถเดินทางตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้หรือไม่
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ทำไมบริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลกจึงไม่มีดีลใหม่ในจีนเลยช่วงต้นปี 2026" คืออะไร บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4]
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลก 10 แห่ง ซึ่งรวมถึง KKR, Blackstone และ Warburg Pincus ไม่ได้เปิดเผยการลงทุนในหุ้นบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่รายการใหม่เลยในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2026 [4] ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมที่ลดลงอย่างมากและวิกฤตการถอนการลงทุน โดยบริษัทกลุ่มเดียวกันไม่มีการเปิดเผยการขายกิจการในจีนแบบสมบูรณ์ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน [7]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน การระดมทุนของกองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกลดลง 37% เหลือ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน [34]
ความเสี่ยงหลายด้านกำลังทับซ้อนกัน บริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในจีนกำลังเผชิญปัจจัยกดดันหลายเรื่องพร้อมกัน ได้แก่
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: รัฐบาลจีนเพิ่มการตรวจสอบเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข้อจำกัดด้านเงินทุนข้ามพรมแดน: มาตรการของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เทคโนโลยี และการส่งเงินทุนออกไปลงทุน ประกอบกับการควบคุมของจีน ทำให้โครงสร้างการถือหุ้นและการปฏิบัติตามกฎซับซ้อนขึ้น
ความไม่แน่นอนเรื่องการเข้าถึงภาคธุรกิจ: นักลงทุนประเมินได้ยากขึ้นว่าอุตสาหกรรมใดเปิดรับเงินทุนต่างชาติ และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
ความกังวลเรื่องการนำเงินกลับประเทศ: สำหรับกองทุนที่ระดมทุนเป็นดอลลาร์ ความสามารถในการโอนเงินต้นและผลตอบแทนออกจากจีนเป็นประเด็นสำคัญ
ทางออกการลงทุนไม่ชัดเจน: หากการขายกิจการ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียน หรือการถอนการลงทุนใช้เวลาหลายปีหรือทำได้ยาก เหตุผลในการเข้าลงทุนตั้งแต่แรกก็อ่อนแรงลง
เมื่อความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนการตรวจสอบสถานะกิจการก็สูงขึ้น และความมั่นใจในวงจรการลงทุนแบบปกติก็ลดลง วงจรดังกล่าวคือการนำเงินไปลงทุน ปรับปรุงธุรกิจ ถอนทุน และคืนเงินให้ผู้ลงทุนในกองทุน หรือ limited partners (LPs)
เมื่อขายของเดิมไม่ได้ การเริ่มดีลใหม่ยิ่งอธิบายได้ยาก การหยุดทำดีลใหม่เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเหล่านี้ประสบปัญหาในการขายสินทรัพย์เดิมในจีนมาเป็นเวลานาน บริษัทไพรเวทอิควิตีรายใหญ่ทั้ง 10 แห่งไม่มีการเปิดเผยการถอนการลงทุนจากบริษัทในพอร์ตจีนแผ่นดินใหญ่แบบสมบูรณ์เลยในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน
ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบแค่ดีลใดดีลหนึ่ง เพราะบริษัทไพรเวทอิควิตีต้องขายสินทรัพย์และรับรู้ผลตอบแทนเพื่อนำเงินสดไปแจกจ่ายให้กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว และผู้ลงทุนประเภทอื่น ๆ
เมื่อเงินทุนติดอยู่ในสินทรัพย์ที่ขายออกได้ยาก ผู้ลงทุนเหล่านี้ก็อาจลังเลที่จะส่งเงินเข้ากองทุนจีนกองใหม่ หรืออนุมัติให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในจีน รายงานก่อนหน้านี้ยังระบุว่า การระดมทุนสกุลดอลลาร์สำหรับบริษัทไพรเวทอิควิตีที่มุ่งลงทุนในจีนเกือบหยุดชะงัก
จึงเกิดวงจรย้อนกลับที่กดดันตลาดต่อเนื่อง: การถอนทุนที่อ่อนแอทำให้ระดมทุนยากขึ้น การระดมทุนที่จำกัดลดความสามารถในการทำดีลใหม่ และการมีดีลใหม่น้อยลงก็ทำให้เครือข่ายการลงทุนในจีนไม่ลึกเท่าเดิม
เบื้องหลัง “ศูนย์ดีลใหม่” คือปัญหาความสามารถในการลงทุน ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า บริษัทกลุ่มนี้ลงทุนในจีนรวมราว 137,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถอนทุนออกมาได้เพียงประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2024 ยังไม่มีบริษัทใดในกลุ่มที่เปิดเผยการขายหรือการนำบริษัทในพอร์ตจีนเข้าจดทะเบียนในปีนั้น และเงินลงทุนใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2022 ถึงช่วงปลายปี 2024 มีเพียงประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จีนมีสินทรัพย์ราคาถูกหรือไม่ แต่อยู่ที่จีนยังเป็นตลาดที่ “ลงทุนได้จริง” หรือไม่ในมุมมองของกองทุนต่างชาติ
คำว่า investability ในบริบทนี้หมายถึงความสามารถของนักลงทุนในการระบุโอกาสที่ได้รับอนุญาต ขออนุมัติ จัดหาและเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนขายสินทรัพย์และนำผลตอบแทนกลับคืนให้ผู้ลงทุนได้อย่างคาดการณ์ได้ การประเมินมูลค่าที่ลดลงอาจเปิดจุดเข้าลงทุนใหม่ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์ได้ด้วยตัวเอง
ต้องแยก “บริษัทต่างชาติรายใหญ่” ออกจากตลาดจีนทั้งหมด การไม่มีดีลของบริษัททั้ง 10 แห่งไม่ได้แปลว่าตลาดไพรเวทอิควิตีจีนทุกส่วนทรุดตัวลงเหมือนกัน รายงานของ Bain ระบุว่า ปริมาณและมูลค่าดีลในตลาด Greater China เพิ่มขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2025 ขณะที่มูลค่าการถอนทุนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022
ความแตกต่างอยู่ที่แหล่งเงินทุนและรูปแบบการลงทุน บริษัทต่างชาติรายใหญ่จำนวนมากพึ่งพาเงินทุนสกุลดอลลาร์และต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของหลายประเทศ ขณะที่นักลงทุนในประเทศ นักลงทุนที่ใช้เงินหยวน และกองทุนที่เน้นการเติบโตอาจเผชิญข้อจำกัดคนละชุด
ดังนั้น ข้อสรุปที่แม่นยำกว่าคือ บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลกกลุ่มที่มีบทบาทสูงในตลาดไม่ได้เปิดเผยการลงทุนใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงดังกล่าว ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการลงทุนทุกประเภทในจีนหยุดลงทั้งหมด
แรงสั่นสะเทือนลามไปถึงเอเชียแปซิฟิก ภาพรวมการระดมทุนในภูมิภาคช่วยอธิบายว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญเกินกว่าตลาดจีน กองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกระดมทุนได้ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน ลดลง 37% จากปีก่อนและเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี
ไม่ได้หมายความว่าตลาดเอเชียทุกแห่งมีปัญหาเท่ากัน แต่สะท้อนว่า LPs ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นเรื่องการขายสินทรัพย์ สภาพคล่อง และผลตอบแทนที่ทำซ้ำได้ ก่อนตัดสินใจส่งเงินเข้ากองทุนใหม่ ตลาดที่มีกฎเกณฑ์คาดการณ์ได้ การเคลื่อนย้ายเงินสะดวก หรือมีช่องทางถอนทุนแข็งแรงกว่า อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อผู้จัดการกองทุนกระจายการลงทุนออกจากจีน
สำหรับจีน ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจหรือราคาสินทรัพย์ แต่เป็นความเชื่อมั่นต่อระบบการลงทุนโดยรวม หากนักลงทุนยังไม่เห็นเส้นทางที่ชัดเจนตั้งแต่การเข้าลงทุนไปจนถึงการถอนทุน ตลาดอาจยังเปิดในทางกฎหมาย แต่ปิดในทางปฏิบัติสำหรับกลยุทธ์ซื้อกิจการข้ามพรมแดนจำนวนมาก
อะไรจึงจะทำให้เงินทุนต่างชาติกลับมา? ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้อยแถลงเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้กิจกรรมซื้อกิจการขนาดใหญ่กลับมา หากข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การบังคับใช้กฎที่คาดเดาได้ยาก ขอบเขตอุตสาหกรรมที่จำกัด ความกังวลเรื่องการนำเงินกลับประเทศ และสภาพคล่องในการถอนทุนยังไม่คลี่คลาย
บทเรียนจากผลวิเคราะห์ของ Financial Times จึงไม่ใช่ว่าไพรเวทอิควิตีระดับโลกละทิ้งจีนอย่างถาวร แต่คือเหตุผลการลงทุนแบบเดิมได้สะดุดลงอย่างหนักสำหรับบริษัทกลุ่มสำคัญ จนกว่านักลงทุนจะเห็นเส้นทางที่น่าเชื่อถือจากการเข้าซื้อไปสู่การขาย และ LPs จะเห็นเงินสดถูกส่งคืน ตลาดจีนก็อาจยังเปิดรับนักลงทุนในหลักการ แต่ไม่เปิดมากพอในทางปฏิบัติสำหรับกองทุนซื้อกิจการข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิม
ft.com
Private equity investors trapped in China as top firms fail to find exit deals
ความเสี่ยงหลายด้านกำลังทับซ้อนกัน บริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในจีนกำลังเผชิญปัจจัยกดดันหลายเรื่องพร้อมกัน ได้แก่
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: รัฐบาลจีนเพิ่มการตรวจสอบเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข้อจำกัดด้านเงินทุนข้ามพรมแดน: มาตรการของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เทคโนโลยี และการส่งเงินทุนออกไปลงทุน ประกอบกับการควบคุมของจีน ทำให้โครงสร้างการถือหุ้นและการปฏิบัติตามกฎซับซ้อนขึ้น
ความไม่แน่นอนเรื่องการเข้าถึงภาคธุรกิจ: นักลงทุนประเมินได้ยากขึ้นว่าอุตสาหกรรมใดเปิดรับเงินทุนต่างชาติ และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
ความกังวลเรื่องการนำเงินกลับประเทศ: สำหรับกองทุนที่ระดมทุนเป็นดอลลาร์ ความสามารถในการโอนเงินต้นและผลตอบแทนออกจากจีนเป็นประเด็นสำคัญ
ทางออกการลงทุนไม่ชัดเจน: หากการขายกิจการ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียน หรือการถอนการลงทุนใช้เวลาหลายปีหรือทำได้ยาก เหตุผลในการเข้าลงทุนตั้งแต่แรกก็อ่อนแรงลง
เมื่อความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนการตรวจสอบสถานะกิจการก็สูงขึ้น และความมั่นใจในวงจรการลงทุนแบบปกติก็ลดลง วงจรดังกล่าวคือการนำเงินไปลงทุน ปรับปรุงธุรกิจ ถอนทุน และคืนเงินให้ผู้ลงทุนในกองทุน หรือ limited partners (LPs)
เมื่อขายของเดิมไม่ได้ การเริ่มดีลใหม่ยิ่งอธิบายได้ยาก การหยุดทำดีลใหม่เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเหล่านี้ประสบปัญหาในการขายสินทรัพย์เดิมในจีนมาเป็นเวลานาน บริษัทไพรเวทอิควิตีรายใหญ่ทั้ง 10 แห่งไม่มีการเปิดเผยการถอนการลงทุนจากบริษัทในพอร์ตจีนแผ่นดินใหญ่แบบสมบูรณ์เลยในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน
ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบแค่ดีลใดดีลหนึ่ง เพราะบริษัทไพรเวทอิควิตีต้องขายสินทรัพย์และรับรู้ผลตอบแทนเพื่อนำเงินสดไปแจกจ่ายให้กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว และผู้ลงทุนประเภทอื่น ๆ
เมื่อเงินทุนติดอยู่ในสินทรัพย์ที่ขายออกได้ยาก ผู้ลงทุนเหล่านี้ก็อาจลังเลที่จะส่งเงินเข้ากองทุนจีนกองใหม่ หรืออนุมัติให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในจีน รายงานก่อนหน้านี้ยังระบุว่า การระดมทุนสกุลดอลลาร์สำหรับบริษัทไพรเวทอิควิตีที่มุ่งลงทุนในจีนเกือบหยุดชะงัก
จึงเกิดวงจรย้อนกลับที่กดดันตลาดต่อเนื่อง: การถอนทุนที่อ่อนแอทำให้ระดมทุนยากขึ้น การระดมทุนที่จำกัดลดความสามารถในการทำดีลใหม่ และการมีดีลใหม่น้อยลงก็ทำให้เครือข่ายการลงทุนในจีนไม่ลึกเท่าเดิม
เบื้องหลัง “ศูนย์ดีลใหม่” คือปัญหาความสามารถในการลงทุน ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า บริษัทกลุ่มนี้ลงทุนในจีนรวมราว 137,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถอนทุนออกมาได้เพียงประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2024 ยังไม่มีบริษัทใดในกลุ่มที่เปิดเผยการขายหรือการนำบริษัทในพอร์ตจีนเข้าจดทะเบียนในปีนั้น และเงินลงทุนใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2022 ถึงช่วงปลายปี 2024 มีเพียงประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จีนมีสินทรัพย์ราคาถูกหรือไม่ แต่อยู่ที่จีนยังเป็นตลาดที่ “ลงทุนได้จริง” หรือไม่ในมุมมองของกองทุนต่างชาติ
คำว่า investability ในบริบทนี้หมายถึงความสามารถของนักลงทุนในการระบุโอกาสที่ได้รับอนุญาต ขออนุมัติ จัดหาและเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนขายสินทรัพย์และนำผลตอบแทนกลับคืนให้ผู้ลงทุนได้อย่างคาดการณ์ได้ การประเมินมูลค่าที่ลดลงอาจเปิดจุดเข้าลงทุนใหม่ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์ได้ด้วยตัวเอง
ต้องแยก “บริษัทต่างชาติรายใหญ่” ออกจากตลาดจีนทั้งหมด การไม่มีดีลของบริษัททั้ง 10 แห่งไม่ได้แปลว่าตลาดไพรเวทอิควิตีจีนทุกส่วนทรุดตัวลงเหมือนกัน รายงานของ Bain ระบุว่า ปริมาณและมูลค่าดีลในตลาด Greater China เพิ่มขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2025 ขณะที่มูลค่าการถอนทุนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022
ความแตกต่างอยู่ที่แหล่งเงินทุนและรูปแบบการลงทุน บริษัทต่างชาติรายใหญ่จำนวนมากพึ่งพาเงินทุนสกุลดอลลาร์และต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของหลายประเทศ ขณะที่นักลงทุนในประเทศ นักลงทุนที่ใช้เงินหยวน และกองทุนที่เน้นการเติบโตอาจเผชิญข้อจำกัดคนละชุด
ดังนั้น ข้อสรุปที่แม่นยำกว่าคือ บริษัทไพรเวทอิควิตีระดับโลกกลุ่มที่มีบทบาทสูงในตลาดไม่ได้เปิดเผยการลงทุนใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงดังกล่าว ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการลงทุนทุกประเภทในจีนหยุดลงทั้งหมด
แรงสั่นสะเทือนลามไปถึงเอเชียแปซิฟิก ภาพรวมการระดมทุนในภูมิภาคช่วยอธิบายว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญเกินกว่าตลาดจีน กองทุนไพรเวทอิควิตีที่เน้นเอเชียแปซิฟิกระดมทุนได้ 58,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หากไม่รวมกองทุนสกุลเงินหยวน ลดลง 37% จากปีก่อนและเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี
ไม่ได้หมายความว่าตลาดเอเชียทุกแห่งมีปัญหาเท่ากัน แต่สะท้อนว่า LPs ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นเรื่องการขายสินทรัพย์ สภาพคล่อง และผลตอบแทนที่ทำซ้ำได้ ก่อนตัดสินใจส่งเงินเข้ากองทุนใหม่ ตลาดที่มีกฎเกณฑ์คาดการณ์ได้ การเคลื่อนย้ายเงินสะดวก หรือมีช่องทางถอนทุนแข็งแรงกว่า อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อผู้จัดการกองทุนกระจายการลงทุนออกจากจีน
สำหรับจีน ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจหรือราคาสินทรัพย์ แต่เป็นความเชื่อมั่นต่อระบบการลงทุนโดยรวม หากนักลงทุนยังไม่เห็นเส้นทางที่ชัดเจนตั้งแต่การเข้าลงทุนไปจนถึงการถอนทุน ตลาดอาจยังเปิดในทางกฎหมาย แต่ปิดในทางปฏิบัติสำหรับกลยุทธ์ซื้อกิจการข้ามพรมแดนจำนวนมาก
อะไรจึงจะทำให้เงินทุนต่างชาติกลับมา? ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้อยแถลงเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้กิจกรรมซื้อกิจการขนาดใหญ่กลับมา หากข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การบังคับใช้กฎที่คาดเดาได้ยาก ขอบเขตอุตสาหกรรมที่จำกัด ความกังวลเรื่องการนำเงินกลับประเทศ และสภาพคล่องในการถอนทุนยังไม่คลี่คลาย
บทเรียนจากผลวิเคราะห์ของ Financial Times จึงไม่ใช่ว่าไพรเวทอิควิตีระดับโลกละทิ้งจีนอย่างถาวร แต่คือเหตุผลการลงทุนแบบเดิมได้สะดุดลงอย่างหนักสำหรับบริษัทกลุ่มสำคัญ จนกว่านักลงทุนจะเห็นเส้นทางที่น่าเชื่อถือจากการเข้าซื้อไปสู่การขาย และ LPs จะเห็นเงินสดถูกส่งคืน ตลาดจีนก็อาจยังเปิดรับนักลงทุนในหลักการ แต่ไม่เปิดมากพอในทางปฏิบัติสำหรับกองทุนซื้อกิจการข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิม
ft.com
Private equity investors trapped in China as top firms fail to find exit deals