คลื่นความร้อนทำให้ช่วงการสร้างเมล็ดของธัญพืชฤดูหนาวสั้นลงและทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวเริ่มเร็วขึ้น ภายในปลายเดือนกรกฎาคม สหภาพยุโรปปรับลดคาดการณ์ผลผลิตพืชฤดูหนาวลง 1–4% ส่งผลให้คาดการณ์ผลผลิตธัญพืชรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 1% ส่วนพืชฤดูร้อนต้องเผชิญทั้งความร้อนผิดปกติ ฝนน้อย ความชื้นในดินที่ลดลง และปัญหาในระยะออกดอก ทำให้มีการปรับลดคาดการณ์ผลผลิตพืชฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
วิกฤตน้ำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไร่นา ระดับน้ำที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในแม่น้ำลัวร์ โป ไรน์ และดานูบกระทบต่อการชลประทาน การขนส่งทางน้ำ การผลิตพลังงาน และระบบนิเวศ หลายประเทศยังเผชิญปัญหาต่อการเดินเรือ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด รายงานติดตามภัยแล้งของสหภาพยุโรประบุว่า พื้นที่ที่เข้าสู่ระดับเฝ้าระวังได้ขยายตัวอย่างมากทั่วประเทศ ขณะที่ฝนยังคงมีน้อย
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ผลผลิตข้าวโพดของฝรั่งเศสอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง และอาจกลายเป็นผลผลิตที่ต่ำที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1976 ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปปรับคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดของสหภาพยุโรปสำหรับฤดูกาล 2026/27 เหลือ 51.9 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007
ผู้ปลูกผักฝรั่งเศสยังรายงานความเสียหายเมื่อเทียบกับระดับการผลิตปกติ ดังนี้
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินที่รายงานโดยเกษตรกรและตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผลตรวจสอบผลผลิตทั่วประเทศฉบับสุดท้ายจากรัฐบาลฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสประกาศใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าแหล่งน้ำใต้ดินทั่วประเทศถูกใช้จนหมดจำเป็นต้องมีข้อมูลแยกตามภูมิภาคและลุ่มน้ำ เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ยืนยันถึงภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง แต่ยังไม่ยืนยันว่าระดับน้ำใต้ดินทั่วประเทศอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งหมด
แม้มีรายงานเรียกสถานการณ์ภาคผักฝรั่งเศสว่าเป็น “วิกฤตครั้งประวัติศาสตร์” แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่ารัฐบาลฝรั่งเศสประกาศภาวะ “วิกฤตเชิงลึก” ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการด้วยชื่อดังกล่าว
อิตาลีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญภัยแล้งระดับวิกฤต และสำนักงานบริหารลุ่มแม่น้ำโปได้ออกคำเตือนภัยแล้งระดับรุนแรง หลังระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณเทือกเขาแอลป์ลดลง
สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะลุ่มแม่น้ำโปเป็นฐานรองรับภาคเกษตร การขนส่ง ระบบนิเวศ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายต่อภาคเกษตรอิตาลีที่มักถูกอ้างว่ามีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านยูโรควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ระบุว่าเป็นตัวเลขทางการที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและเป็นข้อยุติแล้ว
ภายในปลายเดือนกรกฎาคม ภัยแล้งในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เลวร้ายลง ในสหราชอาณาจักร ซูเปอร์มาร์เก็ต ผับ และร้านอาหารมีรายงานว่าต้องซื้อผักกาดหอมและบรอกโคลีจากสเปน ทั้งที่ตามปกติควรอยู่ในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาด
ราคาขายส่งมีรายงานว่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% สำหรับมะเขือเทศ 90% สำหรับผักกาดแก้วภูเขาน้ำแข็ง และมากกว่า 40% สำหรับมันฝรั่ง
ผลผลิตถั่วลันเตาในอังกฤษลดลงราวหนึ่งในสาม ขณะที่สภาพอากาศร้อนและแห้งผิดปกติทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวธัญพืชของสหราชอาณาจักรเริ่มเร็วที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี แต่แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันคำกล่าวที่ว่า ปี 2026 เป็นปีที่ผลผลิตธัญพืชของสหราชอาณาจักรเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 1984 และยังไม่ยืนยันว่าแพ็กเกจช่วยเหลือมูลค่า 65 ล้านปอนด์เป็นมาตรการใหม่ที่จัดทำขึ้นเฉพาะเพื่อรับมือภัยแล้งปี 2026
ลำดับของเหตุการณ์มีความสำคัญ ฝนที่ตกน้อยเป็นเวลานานทำให้สมดุลน้ำในระบบเสียหาย ความชื้นในดินและปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง จากนั้นคลื่นความร้อนเข้ามาขยายผลกระทบ ด้วยการเร่งการระเหย เพิ่มความต้องการน้ำของพืช และลดระยะเวลาที่พืชใช้ในการเติบโตตามปกติ
รายงานวิเคราะห์สาเหตุยังชี้ว่า ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้ภัยแล้งที่ถูกขยายความรุนแรงด้วยความร้อนมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นและรุนแรงขึ้น โดยการวิเคราะห์หนึ่งพบว่า ภัยแล้งในยุโรปตะวันตกซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในระดับรุนแรงมาก อาจถูกจัดว่าอยู่เพียงระดับปานกลาง หากเกิดขึ้นในโลกก่อนวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ไม่ควรนำปรากฏการณ์เอลนีโญมาอธิบายว่าเป็นสาเหตุหลักที่พิสูจน์แล้วของภัยแล้งยุโรปปี 2026 แหล่งข้อมูลกล่าวถึงเอลนีโญในฐานะหนึ่งในปัจจัยพื้นหลังที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเจ็ตสตรีมและมหาสมุทรที่อุ่นผิดปกติ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเอลนีโญเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของวิกฤตครั้งนี้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏผ่านผลผลิตที่ลดลง คุณภาพพืชผลที่แย่ลง ข้อจำกัดด้านการชลประทาน ต้นทุนของเกษตรกรและภาระประกันภัยที่สูงขึ้น ผู้ซื้อในยุโรปจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอย่างข้าวโพดและผักมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโพดฝรั่งเศสที่อาจขาดแคลนมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการนำเข้าของสหภาพยุโรป
การนำเข้าสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างในตลาดได้ แต่ไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์ หากหลายแหล่งผลิตเผชิญความร้อนและการขาดแคลนน้ำพร้อมกัน ฤดูกาลที่เสียหายต่อเนื่องจะทำให้ยุโรปมีสำรองผลผลิตภายในประเทศน้อยลง อ่อนไหวต่อราคาสินค้าเกษตรโลกมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อความอยู่รอดทางรายได้ของเกษตรกร
ประมาณการหนึ่งระบุว่า ภัยแล้งอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหภาพยุโรปในปี 2026 ลดลง 1% หรือราว 180,000 ล้านยูโร ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์จากแบบจำลองของธนาคาร Triodos ซึ่ง France 24 นำมาอ้างถึง ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายสุดท้ายที่วัดได้หรือผ่านการตรวจสอบบัญชี
ก่อนหน้านี้ยังมีการประเมินว่า คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนเพียงระลอกเดียวอาจทำให้ผลผลิตธัญพืชหายไป 9 ล้านตัน และทำให้รายได้เกษตรกรสูญเสีย 2,000 ล้านยูโร แต่ตัวเลขดังกล่าวก็เป็นเพียงการประเมินในช่วงที่ฤดูกาลเพาะปลูกยังไม่สิ้นสุด
พืชพรรณที่แห้งจัดและอากาศร้อนรุนแรงทำให้หลายพื้นที่ในยุโรปมีเงื่อนไขเอื้อต่อไฟป่าครั้งใหญ่ ศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ภัยแล้งที่เลวร้ายลงและอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นพร้อมกับระดับน้ำในแม่น้ำที่ต่ำมากและความเสี่ยงไฟป่าที่ผิดปกติ
ความร้อนยังสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขอย่างมาก มีรายงานถึงผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมหรือการคาดการณ์ผู้เสียชีวิตจากความร้อนหลายพันราย แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขสุดท้ายของผู้เสียชีวิตทั่วทั้งยุโรปที่เกิดจากวิกฤตปี 2026 โดยตรงได้อย่างน่าเชื่อถือ
ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดไม่ใช่ยุโรปกำลังจะไม่มีอาหารในทันที แต่คือฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งซ้ำ ๆ สามารถค่อย ๆ ลด “พื้นที่กันชน” ของภาคเกษตรลง ได้แก่
ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนมีความเสี่ยงระยะยาวต่อผลผลิตทางการเกษตรสูงเป็นพิเศษ ขณะที่การประเมินภัยแล้งระบุว่า ภายใต้สภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ผลผลิตพืชในบางพื้นที่อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประสบการณ์ของยุโรปในปี 2026 จึงเป็นคำเตือนถึงวิกฤตที่ซ้อนทับกัน ฝนที่ขาดแคลนอาจเป็นจุดเริ่มต้น ความร้อนจัดสามารถขยายความเสียหาย และระดับน้ำที่ลดต่ำสามารถส่งผลกระทบจากไร่นาไปยังตลาดอาหาร การขนส่ง พลังงาน และสาธารณสุขได้พร้อมกัน
คลื่นความร้อนทำให้ช่วงการสร้างเมล็ดของธัญพืชฤดูหนาวสั้นลงและทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวเริ่มเร็วขึ้น ภายในปลายเดือนกรกฎาคม สหภาพยุโรปปรับลดคาดการณ์ผลผลิตพืชฤดูหนาวลง 1–4% ส่งผลให้คาดการณ์ผลผลิตธัญพืชรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 1% ส่วนพืชฤดูร้อนต้องเผชิญทั้งความร้อนผิดปกติ ฝนน้อย ความชื้นในดินที่ลดลง และปัญหาในระยะออกดอก ทำให้มีการปรับลดคาดการณ์ผลผลิตพืชฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
วิกฤตน้ำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไร่นา ระดับน้ำที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในแม่น้ำลัวร์ โป ไรน์ และดานูบกระทบต่อการชลประทาน การขนส่งทางน้ำ การผลิตพลังงาน และระบบนิเวศ หลายประเทศยังเผชิญปัญหาต่อการเดินเรือ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด รายงานติดตามภัยแล้งของสหภาพยุโรประบุว่า พื้นที่ที่เข้าสู่ระดับเฝ้าระวังได้ขยายตัวอย่างมากทั่วประเทศ ขณะที่ฝนยังคงมีน้อย
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ผลผลิตข้าวโพดของฝรั่งเศสอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง และอาจกลายเป็นผลผลิตที่ต่ำที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1976 ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปปรับคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดของสหภาพยุโรปสำหรับฤดูกาล 2026/27 เหลือ 51.9 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007
ผู้ปลูกผักฝรั่งเศสยังรายงานความเสียหายเมื่อเทียบกับระดับการผลิตปกติ ดังนี้
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินที่รายงานโดยเกษตรกรและตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผลตรวจสอบผลผลิตทั่วประเทศฉบับสุดท้ายจากรัฐบาลฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสประกาศใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าแหล่งน้ำใต้ดินทั่วประเทศถูกใช้จนหมดจำเป็นต้องมีข้อมูลแยกตามภูมิภาคและลุ่มน้ำ เนื่องจากหลักฐานที่มีอยู่ยืนยันถึงภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง แต่ยังไม่ยืนยันว่าระดับน้ำใต้ดินทั่วประเทศอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งหมด
แม้มีรายงานเรียกสถานการณ์ภาคผักฝรั่งเศสว่าเป็น “วิกฤตครั้งประวัติศาสตร์” แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่ารัฐบาลฝรั่งเศสประกาศภาวะ “วิกฤตเชิงลึก” ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการด้วยชื่อดังกล่าว
อิตาลีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญภัยแล้งระดับวิกฤต และสำนักงานบริหารลุ่มแม่น้ำโปได้ออกคำเตือนภัยแล้งระดับรุนแรง หลังระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณเทือกเขาแอลป์ลดลง
สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะลุ่มแม่น้ำโปเป็นฐานรองรับภาคเกษตร การขนส่ง ระบบนิเวศ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายต่อภาคเกษตรอิตาลีที่มักถูกอ้างว่ามีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านยูโรควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ระบุว่าเป็นตัวเลขทางการที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและเป็นข้อยุติแล้ว
ภายในปลายเดือนกรกฎาคม ภัยแล้งในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เลวร้ายลง ในสหราชอาณาจักร ซูเปอร์มาร์เก็ต ผับ และร้านอาหารมีรายงานว่าต้องซื้อผักกาดหอมและบรอกโคลีจากสเปน ทั้งที่ตามปกติควรอยู่ในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาด
ราคาขายส่งมีรายงานว่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% สำหรับมะเขือเทศ 90% สำหรับผักกาดแก้วภูเขาน้ำแข็ง และมากกว่า 40% สำหรับมันฝรั่ง
ผลผลิตถั่วลันเตาในอังกฤษลดลงราวหนึ่งในสาม ขณะที่สภาพอากาศร้อนและแห้งผิดปกติทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวธัญพืชของสหราชอาณาจักรเริ่มเร็วที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี แต่แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันคำกล่าวที่ว่า ปี 2026 เป็นปีที่ผลผลิตธัญพืชของสหราชอาณาจักรเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 1984 และยังไม่ยืนยันว่าแพ็กเกจช่วยเหลือมูลค่า 65 ล้านปอนด์เป็นมาตรการใหม่ที่จัดทำขึ้นเฉพาะเพื่อรับมือภัยแล้งปี 2026
ลำดับของเหตุการณ์มีความสำคัญ ฝนที่ตกน้อยเป็นเวลานานทำให้สมดุลน้ำในระบบเสียหาย ความชื้นในดินและปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง จากนั้นคลื่นความร้อนเข้ามาขยายผลกระทบ ด้วยการเร่งการระเหย เพิ่มความต้องการน้ำของพืช และลดระยะเวลาที่พืชใช้ในการเติบโตตามปกติ
รายงานวิเคราะห์สาเหตุยังชี้ว่า ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้ภัยแล้งที่ถูกขยายความรุนแรงด้วยความร้อนมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นและรุนแรงขึ้น โดยการวิเคราะห์หนึ่งพบว่า ภัยแล้งในยุโรปตะวันตกซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในระดับรุนแรงมาก อาจถูกจัดว่าอยู่เพียงระดับปานกลาง หากเกิดขึ้นในโลกก่อนวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ไม่ควรนำปรากฏการณ์เอลนีโญมาอธิบายว่าเป็นสาเหตุหลักที่พิสูจน์แล้วของภัยแล้งยุโรปปี 2026 แหล่งข้อมูลกล่าวถึงเอลนีโญในฐานะหนึ่งในปัจจัยพื้นหลังที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเจ็ตสตรีมและมหาสมุทรที่อุ่นผิดปกติ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเอลนีโญเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของวิกฤตครั้งนี้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏผ่านผลผลิตที่ลดลง คุณภาพพืชผลที่แย่ลง ข้อจำกัดด้านการชลประทาน ต้นทุนของเกษตรกรและภาระประกันภัยที่สูงขึ้น ผู้ซื้อในยุโรปจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอย่างข้าวโพดและผักมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโพดฝรั่งเศสที่อาจขาดแคลนมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการนำเข้าของสหภาพยุโรป
การนำเข้าสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างในตลาดได้ แต่ไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์ หากหลายแหล่งผลิตเผชิญความร้อนและการขาดแคลนน้ำพร้อมกัน ฤดูกาลที่เสียหายต่อเนื่องจะทำให้ยุโรปมีสำรองผลผลิตภายในประเทศน้อยลง อ่อนไหวต่อราคาสินค้าเกษตรโลกมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อความอยู่รอดทางรายได้ของเกษตรกร
ประมาณการหนึ่งระบุว่า ภัยแล้งอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหภาพยุโรปในปี 2026 ลดลง 1% หรือราว 180,000 ล้านยูโร ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์จากแบบจำลองของธนาคาร Triodos ซึ่ง France 24 นำมาอ้างถึง ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายสุดท้ายที่วัดได้หรือผ่านการตรวจสอบบัญชี
ก่อนหน้านี้ยังมีการประเมินว่า คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนเพียงระลอกเดียวอาจทำให้ผลผลิตธัญพืชหายไป 9 ล้านตัน และทำให้รายได้เกษตรกรสูญเสีย 2,000 ล้านยูโร แต่ตัวเลขดังกล่าวก็เป็นเพียงการประเมินในช่วงที่ฤดูกาลเพาะปลูกยังไม่สิ้นสุด
พืชพรรณที่แห้งจัดและอากาศร้อนรุนแรงทำให้หลายพื้นที่ในยุโรปมีเงื่อนไขเอื้อต่อไฟป่าครั้งใหญ่ ศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ภัยแล้งที่เลวร้ายลงและอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นพร้อมกับระดับน้ำในแม่น้ำที่ต่ำมากและความเสี่ยงไฟป่าที่ผิดปกติ
ความร้อนยังสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขอย่างมาก มีรายงานถึงผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมหรือการคาดการณ์ผู้เสียชีวิตจากความร้อนหลายพันราย แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขสุดท้ายของผู้เสียชีวิตทั่วทั้งยุโรปที่เกิดจากวิกฤตปี 2026 โดยตรงได้อย่างน่าเชื่อถือ
ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดไม่ใช่ยุโรปกำลังจะไม่มีอาหารในทันที แต่คือฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งซ้ำ ๆ สามารถค่อย ๆ ลด “พื้นที่กันชน” ของภาคเกษตรลง ได้แก่
ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนมีความเสี่ยงระยะยาวต่อผลผลิตทางการเกษตรสูงเป็นพิเศษ ขณะที่การประเมินภัยแล้งระบุว่า ภายใต้สภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ผลผลิตพืชในบางพื้นที่อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประสบการณ์ของยุโรปในปี 2026 จึงเป็นคำเตือนถึงวิกฤตที่ซ้อนทับกัน ฝนที่ขาดแคลนอาจเป็นจุดเริ่มต้น ความร้อนจัดสามารถขยายความเสียหาย และระดับน้ำที่ลดต่ำสามารถส่งผลกระทบจากไร่นาไปยังตลาดอาหาร การขนส่ง พลังงาน และสาธารณสุขได้พร้อมกัน