ทีมจาก TUM และ MCQST ใช้ท่อนำคลื่นโฟโตนิกคริสตัลซิลิคอนขนาดไมโครเมตร เพื่อกดช่องทางการปล่อยแสงที่ไม่ต้องการ แทนการเร่งเฉพาะช่องทางเป้าหมายด้วยโพรงเรโซแนนซ์ สัดส่วนการปล่อยแสงในทรานซิชันที่ต้องการเพิ่มจากประมาณ 23% เป็นประมาณ 72% โดยไม่ต้องใช้โพรงที่มีค่า Q สูงและต้องปรับความถี่อย่างแม่นยำ [9] ทีมจากไต้หวันพัฒนาแบบจำ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did researchers at the Technical University of Munich and the Munich Center for Quantum Science and Technology develop a new method for. Article summary: The two advances address complementary bottlenecks in quantum networking: making solid state single photon emitters more scalable, and predicting/controlling the photon–memory correlations needed to use such photons in D. Topic tags: general web, workflow, productivity, code, image generation. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, wate
เครือข่ายควอนตัมต้องพึ่งพาโฟตอนที่มีคุณภาพสูงและหน่วยความจำที่สามารถรับ จัดเก็บ และส่งต่อสถานะควอนตัมได้ งานวิจัยสองชิ้นล่าสุดกำลังแก้ปัญหาคนละด้านของโจทย์นี้ โดยทีมจากเยอรมนีมุ่งทำให้แหล่งกำเนิดโฟตอนเดี่ยวในวัสดุของแข็งขยายระบบได้ง่ายขึ้น ส่วนทีมจากไต้หวันพัฒนาแบบจำลองเพื่อควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างโฟตอนกับหน่วยความจำในระบบ DLCZ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิก (TUM) และ Munich Center for Quantum Science and Technology (MCQST) ฝังอะตอมเจือเออร์เบียมไว้ในท่อนำคลื่นโฟโตนิกคริสตัลซิลิคอนแบบ W1 ซึ่งมีขนาดระดับไมโครเมตร โครงสร้างนี้สร้างแถบพลังงานโฟโตนิกที่ช่วยลดความหนาแน่นสถานะทางแสงเฉพาะบริเวณสำหรับทรานซิชันของเออร์เบียมที่ไม่ต้องการ
เมื่อช่องทางเหล่านั้นถูกกด การปล่อยแสงที่เดิมอาจกระจายไปยังช่องทางอื่นจึงถูกเบนไปสู่ทรานซิชันเป้าหมายมากขึ้น วิธีนี้แตกต่างจากการใช้โพรงเรโซแนนซ์เพื่อเร่งการปล่อยแสงในช่องทางเดียวด้วยเอฟเฟกต์ Purcell
ในการทดลองเบื้องต้น สัดส่วนการปล่อยรังสีที่อยู่ในทรานซิชันเป้าหมายเพิ่มจากประมาณ 23% เป็นประมาณ 72% หรือดีขึ้นราวสามเท่าในแง่ความบริสุทธิ์ทางสเปกตรัมและประสิทธิภาพการแบ่งช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องใช้โพรงที่มีค่า Q สูงและต้องจับคู่ความถี่อย่างแม่นยำ
เออร์เบียมปล่อยแสงใกล้ย่านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นย่านที่ใช้ในใยแก้วนำแสงและมีการสูญเสียต่ำ ดังนั้น อินเทอร์เฟซสปิน–โฟตอนที่ทำงานได้กว้างและรองรับการมัลติเพล็กซ์อาจเป็นพื้นฐานของโหนดหรือช่องสัญญาณจำนวนมากสำหรับลิงก์ควอนตัมผ่านใยแก้วในอนาคต อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ดังกล่าวยังเป็นเป้าหมายที่คาดหวัง ไม่ใช่การสาธิตเครือข่ายระยะไกลแล้ว
นักวิจัยจาก National Cheng Kung University และ National Tsing Hua University พัฒนาทฤษฎีสำหรับแหล่งกำเนิดโฟตอนแบบรามานตามโพรโทคอล DLCZ (Duan–Lukin–Cirac–Zoller) โดยรวมผลของการแพร่ของแสงและลักษณะระบบเปิดเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน
แบบจำลองนี้ผสานการวิเคราะห์สัญญาณรบกวนควอนตัมและพลวัตของอะตอมแบบ Heisenberg–Langevin เข้ากับการคำนวณการแพร่ของสนามแสงแบบ Maxwell–Schrödinger พร้อมคำนึงถึงการกระจายตัวของประชากรอะตอมที่เกิดจากพัลส์เขียน (write pulse)
กรอบทฤษฎีดังกล่าวสามารถทำนายร่วมกันได้ทั้งการปล่อยโฟตอน Stokes ตามเวลา การสร้างและวิวัฒน์ของสปินเวฟแบบรวมหมู่ รูปคลื่นตามเวลาของโฟตอน anti-Stokes ที่อ่านกลับออกมา และสหสัมพันธ์ระหว่างโฟตอน Stokes กับ anti-Stokes ภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงการทดลองจริง
ผลสำคัญที่ยืนยันด้วยการทดลองคือ เหตุการณ์ตรวจพบโฟตอนคู่ที่มีความสัมพันธ์กันจริงเพิ่มขึ้นโดยประมาณตามจำนวนการกระตุ้นสปินเวฟเฉลี่ยแบบเชิงเส้น ขณะที่เหตุการณ์บังเอิญเพิ่มเร็วกว่าและมีแนวโน้มเป็นกำลังสอง ดังนั้น สหสัมพันธ์โฟตอนคู่ที่ทำให้เป็นมาตรฐานแล้วจะแข็งแรงขึ้นเมื่อจำนวนการกระตุ้นสปินเวฟเฉลี่ยลดลง โดยการใช้พัลส์เขียนที่สั้นลงช่วยเพิ่มสหสัมพันธ์ในการทดสอบที่รายงาน
ข้อค้นพบนี้ช่วยให้นักออกแบบระบบเลือกความยาวและความเข้มของพัลส์เขียน/อ่าน จังหวะการดึงโฟตอนกลับ และช่วงเวลาที่ใช้คัดกรองสัญญาณได้อย่างมีปริมาณรองรับ เป้าหมายคือเพิ่มอัตราคู่โฟตอนที่มีการ herald ขณะจำกัดพื้นหลังจากการกระตุ้นหลายครั้งหรือเหตุการณ์บังเอิญ นอกจากนี้ การควบคุมการอ่านกลับแบบคลาสสิกยังช่วยเปิด–ปิดหรือแบ่งช่วงของแพ็กเก็ตคลื่น anti-Stokes เพื่อให้โหมดเวลาของโฟตอนตรงกันระหว่างหน่วยความจำและโหนดเครือข่ายที่อยู่ห่างกัน
โดยสรุป งานจากมิวนิกเป็นกลยุทธ์ด้านวัสดุและอินเทอร์เฟซโฟตอนที่มุ่งกำจัดการปล่อยแสงผิดช่องทาง ส่วนงานจากไต้หวันเป็นทฤษฎีควบคุมแหล่งกำเนิดและหน่วยความจำที่มุ่งออกแบบสหสัมพันธ์ตามเวลา เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน ทั้งสองแนวทางชี้ไปสู่ระบบอินเทอร์เฟซที่รองรับหลายช่องสัญญาณ ทำงานร่วมกับย่านโทรคมนาคม และสามารถปรับรูปแบบเวลาและสหสัมพันธ์ของโฟตอนให้เหมาะกับควอนตัมรีพีตเตอร์ได้
ทั้งนี้ งานศึกษา DLCZ ของทีมไต้หวันเผยแพร่ในรูปแบบต้นฉบับก่อนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิบน arXiv ดังนั้น ข้ออ้างด้านการทดลองควรถือเป็นผลก่อนตีพิมพ์จนกว่าจะผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ทีมจาก TUM และ MCQST ใช้ท่อนำคลื่นโฟโตนิกคริสตัลซิลิคอนขนาดไมโครเมตร เพื่อกดช่องทางการปล่อยแสงที่ไม่ต้องการ แทนการเร่งเฉพาะช่องทางเป้าหมายด้วยโพรงเรโซแนนซ์
ทีมจาก TUM และ MCQST ใช้ท่อนำคลื่นโฟโตนิกคริสตัลซิลิคอนขนาดไมโครเมตร เพื่อกดช่องทางการปล่อยแสงที่ไม่ต้องการ แทนการเร่งเฉพาะช่องทางเป้าหมายด้วยโพรงเรโซแนนซ์ สัดส่วนการปล่อยแสงในทรานซิชันที่ต้องการเพิ่มจากประมาณ 23% เป็นประมาณ 72% โดยไม่ต้องใช้โพรงที่มีค่า Q สูงและต้องปรับความถี่อย่างแม่นยำ [9]
ทีมจากไต้หวันพัฒนาแบบจำลองที่คำนึงถึงการแพร่ของแสง เพื่อทำนายและออกแบบความสัมพันธ์ตามเวลาระหว่างโฟตอน Stokes, โฟตอน anti Stokes และสปินเวฟในระบบ DLCZ [7]