เมื่อวันที่ 16–17 สิงหาคม 2026 พลตรีอามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย หรืออ่าวโอมาน และเตือนว่าความพยายามยึดหรือผนวกพื้นที่จะเป็นความผิดพ... ฮาตามีเรียกช่องแคบฮอร์มุซว่า “ทรัพย์สินทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พระเจ้าประทานให้” โดยมองว่าอำนาจต่อรอง...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Iran’s army chief Major General Amir Hatami declare on August 17, 2026, regarding U.S. access to the Strait of Hormuz, the Persian. Article summary: Hatami’s message was that Iran considers U.S. military access to the Strait of Hormuz, the Persian Gulf, and the Gulf of Oman no longer acceptable, and that an attempt to seize or “annex” the strait would meet a forceful. Topic tags: general, general web, user generated, government, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
พลตรีอามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน ออกมาปฏิเสธโดยตรงต่อคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าสหรัฐฯ มี “อำนาจควบคุมทั้งหมด” เหนือช่องแคบฮอร์มุซ และอาจประกาศอ้างสิทธิ์ในเส้นทางน้ำแห่งนี้หลังเอาชนะอิหร่าน
ฮาตามีระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปอยู่ในสถานะเดิมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย หรืออ่าวโอมานอีกต่อไป เขายังเตือนว่าหากวอชิงตันพยายามอ้างสิทธิ์ ผนวก หรือเข้าควบคุมฮอร์มุซ จะถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงและอิหร่านจะตอบโต้ด้วยกำลัง
รายงานหนึ่งอ้างคำพูดของเขาในลักษณะว่า “จะหักขา” ฝ่ายที่คุกคามอิหร่าน ขณะที่อีกรายงานระบุว่า แม้แต่การพูดล้อเล่นเรื่องผนวกช่องแคบก็เป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” อย่างไรก็ตาม รายงานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันถ้อยคำภาษาอังกฤษแบบเดียวกันว่าเป็น “การตอบโต้บดขยี้” ดังนั้นควรเข้าใจคำดังกล่าวว่าเป็นคำอธิบายระดับความรุนแรงของคำเตือน ไม่ใช่ชื่อหรือถ้อยแถลงทางการที่มีรูปแบบตายตัว
คำประกาศของฮาตามีมีสาระสำคัญ 3 ประการ
ทั้งนี้ คำประกาศดังกล่าวสะท้อนจุดยืนทางการเมืองและการทหารของอิหร่าน แต่ไม่ได้เปลี่ยนสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศของช่องแคบ หรือโอนอำนาจอธิปไตยให้แก่อิหร่านหรือสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติ
ฮาตามีเรียกช่องแคบฮอร์มุซว่า “ทรัพย์สินทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พระเจ้าประทานให้แก่ชาติอิหร่าน” และกล่าวว่าสงครามได้ทำให้ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของช่องแคบถูก “เปิดใช้งาน”
ในมุมมองของเตหะราน ฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเส้นทางเดินเรือ แต่เป็นคันโยกที่ใช้เพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและการทูตของคู่ขัดแย้ง อิหร่านมองว่าการรักษาอำนาจต่อรองนี้จำเป็นต่อการยุติสงครามและขจัดเงาของการสู้รบที่อาจดำเนินต่อไป
นี่คือเหตุผลที่อิหร่านไม่ต้องการเพียงกลับไปใช้ระบบเดิมก่อนสงคราม ก่อนหน้านี้ช่องแคบเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้โดยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมแบบที่กำลังถูกเสนอ แต่เตหะรานต้องการมีบทบาทโดยตรงมากขึ้นในการตัดสินว่าเรือลำใดจะผ่านได้ และต้องผ่านภายใต้เงื่อนไขใด
รายงานต่าง ๆ อธิบายแนวทางของอิหร่านว่าเป็นการผสมผสานระหว่างการจำกัดการเข้าถึง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และการตรวจสอบเรือตามจุดยืนทางการเมือง
ประกาศคำแนะนำด้านการเดินเรือที่อ้างโดยหน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority ของอิหร่านระบุว่า เรือจำเป็นต้องมีใบอนุญาตผ่านที่ยัง valid จึงจะเดินทางผ่านช่องแคบได้ และอาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยเพิ่มเติม
รายงานอีกส่วนระบุว่า อิหร่านวางแผนเรียกเก็บเงินประมาณ 5–7% ของมูลค่าสินค้า สำหรับการผ่านช่องแคบ ขณะเดียวกัน รัฐสภาอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอห้ามเรือที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ อิสราเอล และ “ประเทศศัตรู” อื่น ๆ ใช้เส้นทางดังกล่าว พร้อมกำหนดค่าปรับสูงสุด 20% ของมูลค่าสินค้า หากฝ่าฝืน ตามรายงานที่อ้างสื่อรัฐอิหร่าน
จุดสำคัญคือ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง นโยบายที่อยู่ระหว่างการเสนอหรือพิจารณา กับ กฎที่บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว หลักฐานที่มีสนับสนุนว่ามีแผน ประกาศ และข้อตกลงด้านการบังคับใช้บางส่วน แต่ยังไม่ยืนยันว่าค่าธรรมเนียม การกีดกัน หรือบทลงโทษทุกข้อมีผลกับเรือพาณิชย์ทุกลำอย่างสม่ำเสมอ
อิหร่านและโอมานมีรายงานว่าใกล้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือใหม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เตหะรานย้ำหลายครั้งว่า ข้อตกลงจัดการเส้นทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปิดช่องแคบทั้งหมด
อิหร่านผูกเงื่อนไขการเปิดช่องแคบไว้กับการดำเนินการที่กว้างกว่าของสหรัฐฯ ได้แก่ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การยุติมาตรการคว่ำบาตร การถอนกำลังออกจากพื้นที่ และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม ฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันว่าการเดินเรือพาณิชย์ต้องผ่านได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง ขณะที่ทรัมป์เสนอให้อิหร่านชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม การโจมตี และการประท้วง
จึงเกิดคำถามที่ยังแยกออกจากกัน 2 ข้อ
ผลกระทบต่อตลาดที่มีหลักฐานรองรับชัดเจนที่สุดอยู่ที่ราคาน้ำมัน การชะลอตัวหรือหยุดชะงักของเรือบรรทุกน้ำมันทำให้ตลาดกังวลต่ออุปทานโลก ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการเปิดช่องแคบผ่านการทูตในระยะใกล้ลดลง ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคา
Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันปิดสูงขึ้นประมาณ 5% ในหนึ่งช่วงการซื้อขาย หลังข้อเรียกร้องที่สวนทางกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทำให้ความหวังต่อการเปิดช่องแคบลดลง
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม Reuters รายงานว่า น้ำมันดิบเบรนต์ปิดเพิ่มขึ้น 2.35 ดอลลาร์ หรือ 2.65% แตะ 90.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนตอบสนองต่อความกังวลด้านอุปทานและความคืบหน้าทางการทูตที่ชะงักงัน The Wall Street Journal ก็รายงานว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การเดินเรือยังถูกจำกัด
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอและน่าเชื่อถือมากพอสำหรับระบุตัวเลขการเคลื่อนไหวรายวันของทองคำ หุ้นเอเชีย หรือดัชนี S&P 500 ดังนั้นไม่ควรสรุปตัวเลขเฉพาะของสินทรัพย์เหล่านี้จากหลักฐานชุดนี้
ความขัดแย้งเรื่องฮอร์มุซเกิดขึ้นพร้อมกับความคาดหมายว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน Reuters รายงานว่ารัฐบาลทรัมป์เตรียมมาตรการที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าอาจรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่ผู้นำอิหร่านกังวลว่าความยากลำบากทางเศรษฐกิจและความไม่สงบภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น
รายงาน Reuters อีกชิ้นระบุว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศจะเปลี่ยนไปสู่ท่าที “เชิงรุกเต็มรูปแบบ” หากความเข้าใจชั่วคราวไม่ถูกนำไปปฏิบัติและการทูตล้มเหลว รายงานยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการเพื่อทำลายการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ
แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำเตือนที่สื่อรายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายปฏิบัติการอย่างเป็นทางการแล้ว จึงควรนำเสนอในฐานะภัยคุกคามหรือคำเตือนที่ถูกรายงาน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าปฏิบัติการเกิดขึ้นแล้ว
เช่นเดียวกัน ยังไม่ควรยืนยันรายละเอียดบางประการ เช่น การเปลี่ยนเส้นทางเรือ การทำให้เรือใช้งานไม่ได้ หรือการขึ้นตรวจค้นโดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รวมถึงการมีท่าทีรุกที่ประสานงานกันของอิหร่าน หากหลักฐานที่มีไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเหล่านั้นได้อย่างเป็นอิสระ
ข้อเสนอที่มีรายงานว่าทรัมป์ต้องการประกาศช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าทางการเมืองเรื่องสิทธิ์ควบคุมเส้นทางน้ำ เขายังเรียกร้องให้ชาวอเมริกันยอมรับราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้น โดยวางกรอบว่าต้นทุนดังกล่าวเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อกดดันอิหร่านและป้องกันไม่ให้อิหร่านได้อาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนอธิปไตยหรือสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศของช่องแคบได้ คำตอบของฮาตามีจึงมุ่งโจมตีทั้งประเด็นเชิงปฏิบัติว่าใครจะควบคุมการเดินเรือ และประเด็นทางการเมืองที่วอชิงตันไม่อาจยึดเส้นทางน้ำแห่งนี้ได้ฝ่ายเดียว
จุดยืนของอิหร่านคือ ฮอร์มุซได้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ถาวร และจะไม่กลับไปสู่สถานะก่อนสงคราม ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธระบบที่เปิดทางให้เตหะรานควบคุมการผ่านของเรือพาณิชย์โดยไม่มีข้อจำกัด
ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ช่องแคบฮอร์มุซก็จะยังเป็นทั้งคอขวดของการขนส่งทางทะเล แหล่งความเสี่ยงต่อราคาพลังงานโลก และเครื่องมือต่อรองหลักในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เมื่อวันที่ 16–17 สิงหาคม 2026 พลตรีอามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย หรืออ่าวโอมาน และเตือนว่าความพยายามยึดหรือผนวกพื้นที่จะเป็นความผิดพ...
เมื่อวันที่ 16–17 สิงหาคม 2026 พลตรีอามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวเปอร์เซีย หรืออ่าวโอมาน และเตือนว่าความพยายามยึดหรือผนวกพื้นที่จะเป็นความผิดพ... ฮาตามีเรียกช่องแคบฮอร์มุซว่า “ทรัพย์สินทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พระเจ้าประทานให้” โดยมองว่าอำนาจต่อรองของเส้นทางเดินเรือนี้ถูกปลุกให้ใช้งานจากสงคราม และเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการยุติความขัดแย้ง
มาตรการที่อิหร่านเสนอมีทั้งการกำหนดใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมราว 5–7% ของมูลค่าสินค้า และการกีดกันเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรู แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทุกมาตรการมีผลบังคับใช้อย่างทั่วถึงแล้ว