แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังสร้างแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัย แต่แรงกระแทกจากน้ำมัน เงินเฟ้อ และยีลด์พันธบัตรกลับมีอิทธิพลเหนือกว่าในวันอังคาร โดยข้อมูลระหว่างวันระบุว่าสัญญาทองคำซื้อขายที่ 4,393.80 ดอลลาร์ ลดลง 0.54%
ต่อมาแรงขายขยายตัวมากขึ้น ทองคำสปอตลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 4,364.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงบ่ายของสหรัฐฯ ขณะที่สัญญาทองคำสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนธันวาคมปิดลดลง 1.2% ที่ 4,420.60 ดอลลาร์
การปรับฐานในวันอังคารเกิดขึ้นหลังทองคำได้รับแรงหนุนจากปัจจัยตรงข้ามในวันจันทร์ โดยเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายเป็นดอลลาร์มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดยังลดความกังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้
ทองคำสปอตปรับขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ 4,417.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงบ่ายวันจันทร์ ส่วนสัญญาทองคำส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 0.8% ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนกลไกตลาดที่ค่อนข้างชัดเจน: ดอลลาร์อ่อนและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยลดลง มักเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ขณะที่ดอลลาร์แข็งและยีลด์สูงขึ้นมักกดดันโลหะมีค่า
นักลงทุนรอรายงานการประชุมเฟดเดือนกรกฎาคม เพื่อดูว่าเจ้าหน้าที่ประเมินข้อมูลเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างไร เมื่อเทียบกับความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่จากราคาน้ำมัน รายงานดังกล่าวจึงอาจช่วยตอบคำถามสำคัญว่า แรงหนุนจากความคาดหวังด้านดอลลาร์และดอกเบี้ยที่เคยช่วยทองคำจะยังอยู่หรือไม่ หรือแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะทำให้ยีลด์เพิ่มขึ้นต่อและกดราคาทองคำอีกครั้ง
ข้อมูลที่ให้มายืนยันได้ว่าตลาดกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินจากทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนลงและความเสี่ยงเงินเฟ้อจากพลังงาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันตัวเลขความน่าจะเป็น “เกือบ 65%” ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวควรถือเป็นข้ออ้างอิงที่ยังไม่ผ่านการยืนยันจากแหล่งข้อมูลชุดนี้
แรงขายครอบคลุมตลาดโลหะมีค่าเช่นกัน โดยข้อมูลการซื้อขายระบุว่า เงินลดลง 1% มาอยู่ที่ 65.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แพลทินัมลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 1,748.56 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 1,317.01 ดอลลาร์
สรุปแล้ว การร่วงของทองคำในวันอังคารเป็นผลจากการที่ตลาดให้น้ำหนักกับ “ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงเงินเฟ้อ” มากกว่าความต้องการหลบภัยจากสถานการณ์ตะวันออกกลางในระยะสั้น หากรายงานการประชุมเฟดส่งสัญญาณระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ทองคำก็อาจยังเผชิญแรงกดดันจากยีลด์ต่อไป