ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดจากราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง เหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และเฉลี่ยราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ทำให้ตลาดต้องบวกต้นทุนด้าน... บราซิล กายอานา และอาร์เจนตินาคาดว่าจะเพิ่มการผลิตรวม 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 หรือครึ่งหนึ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the near-closure of the Strait of Hormuz following the U.S.-Iran conflict reshaped global energy and shipping markets, and why has t. Article summary: The disruption has shifted oil markets from an oversupply narrative to a security-and-logistics premium: Gulf barrels have become less reliable and more expensive to move, so Asian refiners are seeking non-Hormuz alterna. Topic tags: general, government, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้เปลี่ยนคำถามสำคัญของตลาดน้ำมันโลก จากเดิมที่กังวลเรื่องอุปทานล้นตลาด มาเป็นเรื่อง ความปลอดภัย ความแน่นอนในการส่งมอบ และเส้นทางโลจิสติกส์
ข้อมูลของ Kpler ที่ Reuters อ้างระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง เหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และเฉลี่ยราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม
แรงกระแทกครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันหายไปจากโลกทั้งหมด แต่ทำให้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียขนส่งได้ยากและแพงขึ้น โรงกลั่นในเอเชียจึงต้องมองหาแหล่งน้ำมันทางเลือก ขณะเดียวกันน้ำมันที่สามารถเดินทางถึงลูกค้าโดยไม่ต้องผ่านจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ผู้ส่งออกในลุ่มมหาสมุทรแอตแลนติกของลาตินอเมริกา โดยเฉพาะบราซิลและกายอานา จึงได้เปรียบในฐานะทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านี่คือการปรับเส้นทางการค้าโลกอย่างถาวร
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันขาดแคลนทางกายภาพเพียงอย่างเดียว เมื่อเรือเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตี ประกันภัยที่หาไม่ได้หรือมีเบี้ยประกันสูงเกินไป สินค้าที่มีอยู่จริงก็อาจไม่สามารถขนส่งได้ในเชิงพาณิชย์
ผลที่ตามมาคือค่าระวางเรือสูงขึ้น เส้นทางเดินเรือยาวขึ้น เกิดความล่าช้า และมีเรือบรรทุกน้ำมันที่พร้อมรับงานน้อยลง ต้นทุนน้ำมันจึงถูกบวกด้วย “ค่าพรีเมียมด้านโลจิสติกส์” นอกเหนือจากมูลค่าของตัวน้ำมันเอง
ตลาดสะท้อนความไม่แน่นอนดังกล่าวอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม และต่อมาขยับขึ้นเหนือ 91 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนประเมินข่าวที่ขัดแย้งกันว่าช่องแคบยังเปิดให้เรือเดินทางได้หรือไม่
ข้อตกลงทางการทูตชั่วคราวยิ่งทำให้ความเสี่ยงฝังตัวในตลาดมากขึ้น บันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิถุนายนกำหนดการจัดการให้เรือพาณิชย์เดินทางได้อย่างปลอดภัยเพียง 60 วัน และสหรัฐฯ ได้กลับมาใช้มาตรการปิดกั้นทางทะเลอีกครั้งหลังเกิดการโจมตีระลอกใหม่ ตามสรุปของ Congressional Research Service เมื่อการเจรจาหยุดชะงัก โรงกลั่นและผู้ค้าจึงมีแรงจูงใจมากขึ้นในการทำสัญญากับแหล่งน้ำมันทางเลือกและเพิ่มสินค้าคงคลังสำรอง
บราซิลและกายอานามีข้อได้เปรียบร่วมกันทั้งด้านภูมิศาสตร์และการเติบโตของการผลิต น้ำมันจากแหล่งนอกชายฝั่งของทั้งสองประเทศอยู่ในลุ่มมหาสมุทรแอตแลนติก ดังนั้นสินค้าที่ส่งไปเอเชียจึงไม่จำเป็นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แน่นอนว่าน้ำมันจากทั้งสองประเทศไม่ใช่ตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของน้ำมันทุกเกรดจากอ่าวเปอร์เซีย เพราะคุณภาพน้ำมัน ความเข้ากันได้กับโรงกลั่น ความพร้อมของเรือ และต้นทุนเมื่อส่งถึงปลายทางยังเป็นปัจจัยสำคัญ แต่เมื่อการส่งมอบจากอ่าวเปอร์เซียไม่แน่นอน อุปทานจากแอตแลนติกที่เชื่อถือได้ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที
ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้มาจากทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปริมาณการผลิตใหม่รองรับด้วย สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA คาดว่า บราซิล กายอานา และอาร์เจนตินาจะเพิ่มการผลิตรวม 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 จากการเพิ่มขึ้นของการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกที่คาดไว้ 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA ก็ระบุว่าบราซิล กายอานา และอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนหลักต่อการเติบโตของอุปทานนอกกลุ่มโอเปกพลัส
วิกฤตครั้งนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศในหลายด้าน
วิกฤตไม่ได้เป็นผู้สร้างการขยายตัวของแหล่งพรีซอลต์ในบราซิลหรือการเติบโตของแหล่งนอกชายฝั่งกายอานา แต่ทำให้แนวโน้มเดิมเหล่านี้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์และยุทธศาสตร์มากกว่าเดิม
อาร์เจนตินาเข้ามาเสริมเรื่องราวการเพิ่มอุปทานของภูมิภาคผ่านการเติบโตของแหล่งหินดินดาน Vaca Muerta โดย EIA คาดว่าการผลิตน้ำมันของอาร์เจนตินาจะเพิ่มจากค่าเฉลี่ย 670,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2024 เป็น 740,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 และคาดว่า Vaca Muerta จะคิดเป็นประมาณ 62% ของการผลิตทั้งหมดระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2025
อาร์เจนตินายังมีความยืดหยุ่นในการส่งออกน้อยกว่าบราซิลหรือกายอานาในระยะสั้น เนื่องจากกำลังการผลิตของท่อส่ง โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และความต้องการใช้ในประเทศล้วนมีผลต่อความเร็วในการนำน้ำมันออกสู่ตลาดโลก
ถึงอย่างนั้น การผลิตที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยขยายศักยภาพของอเมริกาใต้ในการสนับสนุนอุปทานโลก และลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าของภูมิภาคในระยะยาว
เวเนซุเอลาอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความต้องการน้ำมันดิบหนักจากแหล่งนอกอ่าวเปอร์เซีย แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สนับสนุนให้มองโอกาสของเวเนซุเอลาว่าเทียบเท่ากับบราซิลหรือกายอานา
การฟื้นตัวของการผลิตและการส่งออกยังขึ้นอยู่กับความเสถียรในการดำเนินงาน โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน มาตรการคว่ำบาตร ช่องทางการชำระเงิน และการเข้าถึงการขนส่งทางเรือ
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ บราซิลและกายอานากำลังได้แรงหนุนจากการเพิ่มกำลังผลิตที่เกิดขึ้นจริงและการเข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติกที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ส่วนเวเนซุเอลาอาจได้ประโยชน์จากสภาพตลาดที่เอื้ออำนวย แต่การเปลี่ยนข้อได้เปรียบนั้นให้เป็นรายได้จากการส่งออกและรายได้ภาครัฐที่ยั่งยืนยังต้องแก้ข้อจำกัดอื่นนอกเหนือจากราคาน้ำมัน
ผลกระทบต่อภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาจมีรายได้จากการส่งออกและรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเมื่อราคาสูงขึ้น แต่ประเทศที่นำเข้าน้ำมันต้องเผชิญสมการตรงกันข้าม ทั้งค่าใช้จ่ายนำเข้าที่สูงขึ้น แรงกดดันต่อเงินอุดหนุน ราคาขนส่ง และกำลังซื้อของครัวเรือนที่ลดลง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่าเศรษฐกิจในอเมริกากลางที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า และเศรษฐกิจแคริบเบียนที่พึ่งพาการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งต่อไปยังการผลิตไฟฟ้า การขนส่งทางถนน การกระจายอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบิน และการเดินเรือสำราญ ทำให้ผลกระทบครอบคลุมกว้างกว่าตลาดน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากเงินเฟ้อเชื้อเพลิงเสมอไป ประเทศหนึ่งอาจส่งออกน้ำมันดิบ แต่ยังต้องนำเข้าน้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือผลิตภัณฑ์กลั่นอื่น ๆ ทำให้ผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกและค่าขนส่ง
การเปิดเส้นทางอีกครั้งอาจช่วยให้ตลาดน้ำมันดิบผ่อนคลายลงได้ทันที แต่ราคาหน้าปั๊มและห่วงโซ่อุปทานโดยรวมอาจปรับตัวช้ากว่า
UN Trade and Development เตือนว่าระบบอาหารและการขนส่งต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าตลาดพลังงาน เพราะเครือข่ายการเดินเรือที่หยุดชะงักต้องใช้เวลาในการจัดระเบียบใหม่
ความล่าช้านี้สำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่ต้องนำเข้าทั้งเชื้อเพลิงและอาหาร โดย UNCTAD รายงานว่าครัวเรือนในแคริบเบียนยังคงเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สูงขึ้น แม้ราคาน้ำมันจะขยับเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดวิกฤต
การลดลงของราคาน้ำมันอ้างอิงจึงไม่สามารถย้อนกลับได้ทันทีทั้งสัญญาค่าระวาง สินค้าคงคลังที่ซื้อมาในราคาสูง ต้นทุนสาธารณูปโภค หรือแรงกดดันทางการคลังที่สะสมไว้
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับลาตินอเมริกาและแคริบเบียน หรือ ECLAC ยังประเมินว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2026 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2025 แม้ราคาจะผ่อนคลายในช่วงหลังของปี ภูมิภาคจึงกำลังเผชิญเศรษฐกิจแบบ “สองความเร็ว” ผู้ส่งออกอาจได้รับผลประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้นำเข้ายังคงแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
คำตอบในตอนนี้น่าจะเป็น ยังไม่ถาวร อย่างน้อยก็ยังสรุปไม่ได้ การที่ความต้องการจากเอเชียจะหันไปหาน้ำมันลาตินอเมริกาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีเงื่อนไขหลายประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
หากการเดินเรือผ่านฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติอย่างน่าเชื่อถือ ผู้ส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียก็สามารถชิงความได้เปรียบด้านต้นทุนและระยะทางในตลาดเอเชียกลับคืนมาได้มาก การเติบโตของการผลิตในลาตินอเมริกาจะยังมีความสำคัญ แต่เบี้ยราคาจากวิกฤตและส่วนแบ่งตลาดที่ได้มาเป็นการชั่วคราวมีแนวโน้มลดลง
มรดกที่อาจยั่งยืนกว่าของวิกฤตครั้งนี้จึงอาจเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การย้ายเส้นทางการค้าอย่างถาวร วิกฤตได้แสดงให้โรงกลั่นเห็นคุณค่าของการกระจายแหล่งจัดหา และทำให้ผู้ผลิตตระหนักว่าน้ำมันจากแอตแลนติกที่ส่งมอบได้อย่างน่าเชื่อถือสามารถเรียกพรีเมียมได้เมื่อจุดคอขวดด้านพลังงานของโลกกลายเป็นเส้นทางที่มีความเสี่ยง
สำหรับบราซิลและกายอานา นี่คือข้อได้เปรียบระยะสั้นที่มีนัยสำคัญ ส่วนอเมริกากลางและแคริบเบียนกำลังได้รับบทเรียนว่า วิกฤตทางทะเลที่อยู่ห่างไกลออกไปสามารถกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดจากราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง เหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และเฉลี่ยราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ทำให้ตลาดต้องบวกต้นทุนด้าน...
ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์กลั่นที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดจากราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง เหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และเฉลี่ยราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ทำให้ตลาดต้องบวกต้นทุนด้าน... บราซิล กายอานา และอาร์เจนตินาคาดว่าจะเพิ่มการผลิตรวม 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 หรือครึ่งหนึ่งของการเติบโตการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกที่คาดไว้ 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน วิกฤตฮอร์มุซจึงเพิ่มมูลค่าทางยุทธศาสตร์ให้กับอุปทานท...
ผลประโยชน์กระจายไม่เท่ากัน ผู้ส่งออกน้ำมันอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศนำเข้าพลังงานในอเมริกากลางและเศรษฐกิจแคริบเบียนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวต้องรับภาระต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า การขนส่ง และอาหารที่สูงขึ้น [18][19][21]