รายละเอียดที่ทางการเปิดเผยมีดังนี้
MJIB เปิดเผยรายชื่อบริษัท 17 แห่ง โดยตัวอย่างที่ระบุ ได้แก่ Actions Technology, Juequan Optoelectronics (Shanghai), Nationalchip Microelectronics, Jiangsu Aosheng Composite Materials, Guangdong Cellwise Microelectronics, ACM Research (Shanghai) และ Zhuhai CosMX Battery
ในจำนวนนี้ Nationalchip, Cellwise, ACM Research (Shanghai) และ CosMX Battery เป็นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนตามข้อมูลที่มีการรายงาน
อย่างไรก็ตาม การถูกระบุชื่อในฐานะบริษัทที่อยู่ระหว่างการสอบสวนไม่ได้เท่ากับการพิสูจน์ว่ามีความผิดแล้ว
ตามข้อมูลของ MJIB บริษัทจีนมักถูกสงสัยว่าใช้แนวทางต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และประกาศของทางการไม่ได้ถือเป็นคำตัดสินว่าบริษัทใดมีความผิด
จากหลักฐานที่มีอยู่ ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับคำชี้แจงของบริษัททั้ง 17 แห่งเป็นรายบริษัท จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าบริษัทใดยอมรับ ปฏิเสธ หรือแสดงท่าทีต่อข้อกล่าวหาแล้ว
ไม่ใช่ MJIB ระบุว่าได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือบริษัทจีนที่ลักลอบรับสมัครบุคลากรและทำธุรกิจในไต้หวันตั้งแต่ปลายปี 2020 และดำเนินการมาแล้วมากกว่า 100 คดี
ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม 2022 ทางการไต้หวันก็เคยบุกค้นบริษัทจีน 10 แห่งหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทเหล่านั้นในไต้หวัน จากข้อสงสัยว่าลักลอบดึงตัววิศวกรชิปและบุคลากรเทคโนโลยีอื่น ๆ โดยครั้งนั้นมีผู้ถูกเรียกสอบเกือบ 70 คน
คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างไต้หวันกับจีน ไต้หวันมองว่าความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์และการออกแบบวงจรรวมเป็นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ ขณะที่จีนพยายามเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ ไต้หวันจึงตรวจสอบและจำกัดการลงทุนรวมถึงการดำเนินธุรกิจของจีนในส่วนที่อ่อนไหวของอุตสาหกรรมชิป การใช้บริษัทบังหน้า ปกปิดแหล่งทุน หรือเปิดสำนักงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงถูกมองว่าอาจเป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมดังกล่าว
ในมุมของไต้หวัน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่การย้ายพนักงานไม่กี่คน แต่รวมถึงการสูญเสียประสบการณ์และความรู้สะสมของวิศวกร ซึ่งอาจกระทบฐานบุคลากรที่สนับสนุนความได้เปรียบของไต้หวันในอุตสาหกรรมชิปและการแข่งขัน AI ระดับโลก