อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่เพียงพอจะยืนยันคำกล่าวเฉพาะเจาะจงว่า รัสเซียจะใช้ “โดรนยูเครน” โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในยุโรป ข้อสรุปที่รอบคอบกว่าคือ โดรนราคาถูกและปรับใช้ได้หลากหลายเป็นช่องโหว่ที่พิสูจน์แล้ว และจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในการวางแผนป้องกัน
หลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะสนับสนุนความกังวลเรื่องการยกระดับสงครามลูกผสม แต่ยังไม่แสดงให้เห็นว่ารัสเซียตัดสินใจหรือมีขีดความสามารถพร้อมสำหรับการบุกประเทศบอลติกแบบเต็มรูปแบบในเวลานี้
ริงเควิชส์เองแยกสองประเด็นนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน รัสเซียอาจยังไม่มีศักยภาพสำหรับการบุกครั้งใหญ่ในปัจจุบัน แต่ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น การก่อวินาศกรรม การโจมตีทางไซเบอร์ และการยั่วยุในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ดังนั้น คำเตือนควรนำไปสู่การเพิ่มความยืดหยุ่นและการยับยั้ง ไม่ใช่การสรุปว่าสงครามตามแบบกำลังจะปะทุขึ้นอย่างแน่นอน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาเชื่อมโยงกับความมั่นคงคือการเดินทางผ่านลิทัวเนียไปยังคาลินินกราด ดินแดนของรัสเซียที่แยกออกจากแผ่นดินใหญ่ โดยระบบเอกสารผ่านแดนแบบอำนวยความสะดวกมีที่มาจากมาตรการของสหภาพยุโรปที่รับรองในปี 2003
กรอบดังกล่าวกำหนดให้การเดินทางมีระยะเวลาจำกัด และเพดานที่ใช้อ้างอิงกันอยู่คือ 24 ชั่วโมง ขณะที่อาร์วิดาส อานูเชาสกัส สมาชิกสภาเซย์มาสและอดีตรัฐมนตรีกลาโหมลิทัวเนีย เสนอแก้กฎหมายภายในประเทศเพื่อลดเวลาที่อนุญาตให้เหลือ 6 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่าสามารถทำได้โดยไม่แก้ไขกฎหมายสหภาพยุโรปฝ่ายเดียว
ข้อมูลที่ถูกรายงานระบุว่า การละเมิดกฎการเดินทางเพิ่มจาก 360 ครั้งในปี 2024 เป็น 1,493 ครั้งในปี 2025 ขณะเดียวกัน รถยนต์ที่จดทะเบียนในรัสเซียเกือบ 13,000 คันใช้เอกสารผ่านแดนแบบง่ายในช่วงดังกล่าว ตัวเลขเหล่านี้สนับสนุนเหตุผลในการเพิ่มความเข้มงวดด้านการตรวจสอบ เพราะกรอบเวลา 24 ชั่วโมงอาจทำให้การกำกับดูแลยากขึ้นและเปิดช่องให้เกิดกิจกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต
แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ผู้ใช้เส้นทางผ่านแดนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอดแนมหรือการก่อวินาศกรรม การตีความจึงควรแยกระหว่าง “เหตุผลในการเพิ่มการตรวจสอบ” กับ “หลักฐานยืนยันความผิด”
รายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ล่าสุดประเมินว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินอาจพยายามทดสอบความมุ่งมั่นของ NATO ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยสถานการณ์ที่เป็นไปได้มีตั้งแต่การโจมตีทางไซเบอร์ไปจนถึงการรุกภาคพื้นดินขนาดเล็ก
รายงานข่าวบางฉบับระบุกรอบเวลาที่อาจเริ่มเร็วที่สุดในฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2029 ขณะที่ยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศบอลติกและโปแลนด์ ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่อาจเกิดการยั่วยุได้ เนื่องจากปฏิบัติการที่จำกัดขนาดอาจทดสอบความเป็นเอกภาพของ NATO และพันธกรณีตามมาตรา 5 ซึ่งถือว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศเป็นการโจมตีพันธมิตรทั้งหมด
อย่างไรก็ดี การประเมินเหล่านี้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวกรองลับ ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นแน่นอน และไม่ได้หมายความว่าการบุกเต็มรูปแบบกำลังจะเริ่มต้น
สำหรับลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และโปแลนด์ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การลดความเสี่ยงร่วมกัน ได้แก่
เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้คือการไม่เปิดโอกาสให้รัสเซียทดสอบ NATO ได้ง่าย ๆ และยังสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงการนำหลักฐานเรื่องสงครามลูกผสมไปขยายความเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับจนกลายเป็นการประกาศว่าสงครามตามแบบกำลังเกิดขึ้นแล้ว