จีนมีบทบาทนำในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำหลายประเภท การประเมินที่ London School of Economics อ้างถึงระบุว่า จีนมีสัดส่วนการผลิตเทคโนโลยีสำคัญ 5 ประเภท ได้แก่ แบตเตอรี่ อิเล็กโทรไลเซอร์ ปั๊มความร้อน โซลาร์เซลล์ และกังหันลม อยู่ที่ประมาณ 40–80%
อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์สะท้อนการกระจุกตัวนี้ได้ชัดเจนเป็นพิเศษ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า จีนมีสัดส่วนมากกว่า 80% ในทุกขั้นตอนสำคัญของการผลิตแผงโซลาร์ ตั้งแต่โพลีซิลิคอน อินกอต เวเฟอร์ เซลล์ ไปจนถึงโมดูล นอกจากนี้ จีนยังลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์ใหม่ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา
การลงทุนและการผลิตในระดับดังกล่าวช่วยให้ต้นทุนลดลงและติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างรวดเร็ว การนำเสนอข้อมูลของ IEA ระบุว่า ต้นทุนโซลาร์เซลล์ลดลง 80% จากนโยบายที่สนับสนุนการผลิตจำนวนมากและการพัฒนานวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน เพราะอุปกรณ์ที่ราคาถูกลงช่วยให้ประเทศที่มีศักยภาพการผลิตภายในประเทศจำกัดสามารถติดตั้งพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวก็สร้างจุดเปราะบางเช่นกัน IEA ระบุว่าห่วงโซ่อุปทานโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ ยังคงพึ่งพาจีนอย่างมาก โดยสัดส่วนการผลิตในบางช่วงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาจยังสูงกว่า 90% ไปจนถึงปี 2030 ตามการประเมินของหน่วยงาน ความเห็นของ IEA จึงมีสองด้านพร้อมกัน คือควรกระจายฐานการผลิตเพื่อความมั่นคงของอุปทาน แต่ก็ต้องเร่งขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนต่อไป
งานวิจัยไม่ได้มองนโยบายอุตสาหกรรมของจีนแบบขาวกับดำว่าเป็นเพียงเรื่องของความสำเร็จหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น ข้อเสนอหลักคือ การลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐของจีนช่วยลดต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และในทางหนึ่งก็ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของทั้งโลก
การสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้มีแค่เงินอุดหนุนโดยตรง แต่อาจรวมถึงเงินกู้เงื่อนไขพิเศษ ที่ดินราคาถูก ค่าไฟฟ้าที่ได้รับส่วนลด วัตถุดิบและแบตเตอรี่ต้นทุนต่ำ ตลอดจนเงินสนับสนุนการวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ผลิตจีนขยายกำลังการผลิตจนมีขนาดที่บริษัทในยุโรปและสหรัฐฯ ยากจะเทียบได้ ผลลัพธ์จึงเป็นความย้อนแย้งที่สำคัญ นโยบายซึ่งรัฐบาลอื่นมองว่าเป็นการบิดเบือนตลาด กลับมีส่วนทำให้อุปกรณ์ราคาจับต้องได้ถูกส่งออกไปสนับสนุนการลดคาร์บอนทั่วโลก
แต่การพึ่งพาจีนก็ไม่ได้ปลอดภัยไร้เงื่อนไข การผลิตที่กระจุกตัวอาจสร้างความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ลดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ และทำให้ประเทศต่าง ๆ เปราะบางต่อข้อพิพาททางการค้าหรือการหยุดชะงักของอุปทานในอนาคต งานวิจัยเกี่ยวกับการลงทุนของจีนในยุโรปยังชี้ถึงข้อกังวลเรื่องการบิดเบือนตลาด ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปตอบโต้การสนับสนุนจากรัฐจีน กำลังการผลิตส่วนเกิน และข้อกล่าวหาเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการสอบสวน การขึ้นภาษี และโครงการอุดหนุนภายในประเทศที่มุ่งสร้างฐานการผลิตทางเลือก
นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมและความมั่นคงที่สมเหตุสมผล ฐานการผลิตภายในประเทศช่วยรักษาการจ้างงาน พัฒนาทักษะทางเทคนิค และลดการพึ่งพาผู้จัดหารายเดียว ขณะเดียวกัน บทวิเคราะห์นโยบายยุโรปชี้ว่า การสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนอาจบิดเบือนการแข่งขันและสร้างการพึ่งพาในระยะยาว
ความเสี่ยงต่อสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นเมื่อมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมมาก่อนที่ทางเลือกอื่นจะมีราคาถูกและผลิตได้ในปริมาณเพียงพอ หากภาษีทำให้รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์โซลาร์มีราคาแพงขึ้น หรือรัฐบาลต้องรอให้โรงงานภายในประเทศขยายถึงระดับคุ้มทุน การติดตั้งใช้งานก็อาจชะลอตัว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์จึงเตือนว่า ความพยายามลดการพึ่งพาแบบครอบคลุมโดยไม่แยกแยะ อาจทำให้การลดคาร์บอนช้าลงและมีต้นทุนสูงขึ้น
โจทย์เชิงนโยบายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพึ่งพาจีนอย่างไร้เงื่อนไขกับการตัดขาดโดยสิ้นเชิง แต่คือการระบุว่าส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ กระจายแหล่งจัดหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหลีกเลี่ยงมาตรการที่จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดราคาต่ำเกินความจำเป็น
งานวิจัยเสนอ “ความร่วมมือที่มีการบริหารจัดการ” แทนการพึ่งพาหรือการแยกตัวอย่างฉับพลัน ประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมมือกับผู้ผลิตจีนเพื่อนำเทคโนโลยีราคาจับต้องได้ไปใช้งาน ขณะเดียวกันก็สร้างขีดความสามารถภายในประเทศ เพิ่มความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และกำหนดมาตรฐานด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของข้อมูล
สำหรับสหราชอาณาจักร ข้อเสนอของรายงานรวมถึงการเชิญผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามาลงทุนและสร้างโรงงานในประเทศ การผลิตในท้องถิ่นอาจช่วยให้มีรถยนต์ราคาถูกลง สร้างงาน พัฒนาเครือข่ายผู้จัดหา และเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่เงื่อนไขการลงทุนต้องคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะและช่วยสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศที่มีความยืดหยุ่น
แนวทางนี้ยังเปลี่ยนคำถามจากการมองเพียงว่า “บริษัทมาจากประเทศใด” ไปสู่การพิจารณาว่า ผลิตอย่างไร มูลค่าเกิดขึ้นที่ไหน และตลาดกำลังพึ่งพาแหล่งเดียวจนเสี่ยงเกินไปหรือไม่
กำแพงการค้าในสหรัฐฯ และยุโรป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงและกำลังการผลิตส่วนเกินในจีน กำลังผลักดันผู้ผลิตรถยนต์จีนให้มองหาการเติบโตในตลาดอื่น เกาหลีใต้และแอฟริกาใต้สะท้อนสองแนวทางที่แตกต่างกัน คือการขยายผ่านธุรกิจฟลีทรถและเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย กับการย้ายไปสู่การผลิตในท้องถิ่นมากขึ้น
ในเกาหลีใต้ Socar ผู้ให้บริการรถร่วมใช้มีแผนเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนจากประมาณ 200 คันในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เป็นราว 1,100 คันภายในสิ้นปี การให้บริการผ่านฟลีทและรถเช่าอาจช่วยให้แบรนด์หน้าใหม่เข้าสู่ตลาดได้ก่อนที่จะมีเครือข่ายขายปลีกขนาดใหญ่
แอฟริกาใต้กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสนามทดสอบสำคัญ BYD มีแผนขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเป็น 60–70 แห่งภายในสิ้นปี 2026 พร้อมแข่งขันด้วยรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด
ส่วน Chery เลือกแนวทางเชิงอุตสาหกรรมมากกว่า บริษัทเข้ารับช่วงโรงงานเดิมของ Nissan ในเมืองรอสลิน ใกล้กรุงพริทอเรียอย่างเป็นทางการ และมีแผนอัปเกรดโรงงานก่อนเริ่มผลิตรถยนต์ในปี 2027 Chery ระบุว่าต้องการให้โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิต การส่งออก การวิจัยและพัฒนา และการดำเนินงานในแอฟริกา โดยมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานรูปแบบใหม่อยู่ในแผนการผลิต
แผนการผลิตช่วงเริ่มต้นในปี 2027 อยู่ที่ประมาณ 15,000 คัน และอาจเพิ่มเป็นกำลังการผลิต 50,000 คันต่อปีเมื่อโรงงานได้รับการปรับปรุงเต็มที่ภายใต้การเดินเครื่องหนึ่งกะ
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กำแพงการค้าอาจไม่ได้หยุดการขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยีสะอาดจีน แต่กลับเปลี่ยนเส้นทางการขยายตัวแทน จากเดิมที่เน้นการส่งออก ผู้ผลิตหันไปใช้การประกอบในท้องถิ่น การร่วมมือกับพันธมิตร และการลงทุนในตลาดที่รัฐบาลต้องการระบบขนส่งราคาถูกและฐานอุตสาหกรรมใหม่
ตลาดเกิดใหม่อาจได้รับประโยชน์จากการเดินทางด้วยไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำลง เงินลงทุนใหม่ และการพัฒนาผู้จัดหาชิ้นส่วนในประเทศ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการเลือกนโยบายและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อกำหนดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศกับการรักษาราคารถยนต์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาเครือข่ายสถานีชาร์จ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า คุณภาพการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่กำลังการผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศจะทำให้ผู้ผลิตท้องถิ่นอ่อนแอลง หลักฐานจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันว่าประเด็นเหล่านี้เป็นความท้าทายจริง แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการส่งเสริม EV หรือการสร้างฐานการผลิตในท้องถิ่นทุกโครงการจะประสบความสำเร็จ
บทเรียนใหญ่คือ นโยบายพลังงานสะอาดไม่ควรถูกบีบให้เลือกเพียงสองทาง จีนทำให้โลกเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการลดคาร์บอนได้เร็วขึ้นผ่านกำลังการผลิตขนาดมหาศาล แต่การกระจุกตัวมากเกินไปก็สร้างความเสี่ยงด้านยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง กลยุทธ์ที่ยั่งยืนกว่าคือการกระจายห่วงโซ่อุปทานสำคัญ กำหนดกติกาที่โปร่งใส และสร้างศักยภาพในประเทศ โดยไม่ทำให้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีราคาแพงจนการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบต้องชะลอตัว