แนวรบภาคพื้นดินโดยรวมยังเคลื่อนไหวไม่มาก ขณะที่การโจมตีระยะไกลเกิดถี่ขึ้นและครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม นักวิเคราะห์ที่ CNN อ้างถึงระบุว่า ยูเครนกำลังมุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เรือบรรทุกน้ำมัน สถานีไฟฟ้าย่อย และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัสเซีย รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทัพในพื้นที่ยึดครอง
ด้านรัสเซียยังคงใช้โดรนร่วมกับขีปนาวุธวิถีโค้งโจมตีเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครน การรุกของทั้งสองฝ่ายจึงมุ่งทำลายความสามารถในการยืนระยะของอีกฝ่าย ตั้งแต่เชื้อเพลิง ไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทาน กำลังการผลิต ไปจนถึงความเชื่อมั่นของสังคม
ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของสงครามจึงเปลี่ยนไป การที่แนวรบภาคพื้นดินไม่มีการขยับครั้งใหญ่ไม่ได้แปลว่าสงครามเบาลง แต่แรงกดดันกำลังย้ายไปอยู่ในเครือข่ายการผลิต เมือง และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ผู้คนได้รับผลกระทบได้แม้อยู่ห่างจากแนวหน้า
ทางการรัสเซียระบุว่า สามารถยิงตกหรือทำให้โดรนยูเครนใช้งานไม่ได้ 822 ลำ ในการโจมตีข้ามคืนครั้งหนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวเป็นคำกล่าวอ้างของรัฐบาลรัสเซียและยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หลายสำนักข่าวรายงานว่าเหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนในปีนี้ และมีรายงานว่าโกดังของ Wildberries ถูกโจมตีด้วย
ปฏิบัติการโดรนของยูเครนมุ่งกระทบเศรษฐกิจและระบบโลจิสติกส์ของรัสเซียมากขึ้น คลังสินค้า Wildberries ในเมืองเยคาเตรินเบิร์ก บริเวณเทือกเขาอูราล ถูกโจมตีในจุดที่อยู่ห่างจากชายแดนรัสเซีย-ยูเครนมากกว่า 2,000 กิโลเมตร ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและบริษัท รายงานอื่น ๆ ระบุว่าศูนย์กระจายสินค้าของผู้ค้าปลีกรายนี้ถูกโจมตีซ้ำหลายครั้ง โดยกรุงเคียฟอ้างว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงทางทหาร
การโจมตียังส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยภายในประเทศรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่รัสเซียรายงานว่าโดรนโจมตีชายหาดในเมืองเกเลนด์ซิก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ซึ่งรวมเด็ก 3 ราย และบาดเจ็บ 40 ราย ขณะที่รายละเอียดของเหตุการณ์และเป้าหมายที่แท้จริงยังเป็นข้อโต้แย้งในรายงานข่าว
เทศกาลดนตรีทหารนานาชาติ Spasskaya Tower ในกรุงมอสโกก็ถูกเลื่อนไปจัดในปี 2027 ผู้จัดงานระบุเพียงว่าเกิดจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ขณะที่รายงานข่าวเชื่อมโยงการตัดสินใจกับภัยคุกคามจากโดรนที่เพิ่มขึ้นรอบเมืองหลวง
คณะติดตามสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยืนยันว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 437 ราย และบาดเจ็บ 2,610 ราย ในยูเครนช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2025 และเป็นยอดเสียชีวิตรายเดือนสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022
สหประชาชาติระบุว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บล้มตายในหมู่พลเรือนตลอดเดือนกรกฎาคม ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอดขั้นต่ำที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่การนับผู้เสียชีวิตทั้งหมด แต่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแนวรบที่แทบหยุดนิ่งไม่ได้ทำให้สงครามปลอดภัยขึ้นสำหรับประชาชน
ในภาพรวม รายงานที่รวบรวมยอดผู้เสียชีวิตพลเรือนที่สหประชาชาติตรวจสอบแล้วระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในยูเครนเกือบ 17,000 ราย ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่และการตรวจสอบเหตุการณ์ในช่วงสงคราม
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานกับความเสียหายต่อพลเรือนจึงแยกออกจากกันได้ยาก การโจมตีแหล่งพลังงานอาจทำให้คนงานเสียชีวิตหรือบาดเจ็บโดยตรง ทำให้ระบบทำความร้อนและไฟฟ้าหยุดชะงัก และผลักประชาชนเข้าสู่สภาพที่อันตรายยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การโจมตีเป้าหมายอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในรัสเซียก็ทำให้ผลกระทบของสงครามเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ความสามารถของยูเครนในการรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียถูกจำกัดด้วยการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดสำหรับระบบ Patriot ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ รายงานระบุว่า Patriot เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศเพียงประเภทเดียวในคลังแสงของยูเครนที่สามารถรับมือขีปนาวุธวิถีโค้งขั้นสูงบางชนิดของรัสเซียได้ ทำให้ปริมาณขีปนาวุธสกัดเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปกป้องเมืองต่าง ๆ
ปัญหานี้ทำให้การป้องกันมีความไม่สมดุล โดรนสามารถรับมือได้ด้วยระบบป้องกันหลายรูปแบบ แต่ขีปนาวุธวิถีโค้งเดินทางเร็วกว่าและสกัดได้ยากกว่า เมื่อคลังขีปนาวุธสกัดลดลง รัสเซียก็สามารถใช้ช่องโหว่ด้านการป้องกันโจมตีเป้าหมายได้ แม้ไม่ได้รุกคืบในแนวหน้า
ดังนั้น ระยะต่อไปของสงครามจะไม่ได้ตัดสินกันด้วยการยึดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเร็วในการผลิตและปล่อยโดรนกับขีปนาวุธของแต่ละฝ่าย ความสามารถของยูเครนในการเติมคลังขีปนาวุธสกัด และการที่ระบบพลังงานกับพื้นที่พลเรือนจะได้รับการซ่อมแซมหรือป้องกันได้เร็วกว่าอัตราการถูกโจมตีหรือไม่