หลังอิตาลีปฏิเสธที่จะยกเลิกมาตรการของตน สเปนประกาศตรวจการเดินทางทางอากาศและทางทะเลจากอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมถึง 7 กันยายน โดยอ้างถึงภัยต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงภายใน และการจัดการกระแสผู้อพยพจากการเคลื่อนย้ายของบุคคลจากประเทศนอกสหภาพยุโรปภายในเขตเชงเกน
ในวันแรก ตำรวจสเปนตรวจผู้เดินทางจากอิตาลีประมาณ 200 คนที่สนามบินหลัก 6 แห่ง มาตรการนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการควบคุมของอิตาลี และทำให้ข้อพิพาทด้านผู้อพยพกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างชัดเจน
รัฐบาลของเปโดร ซันเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ปฏิเสธว่าควรถูกลงโทษจากเหตุฉุกเฉินบริเวณชายแดน พร้อมส่งทหารและตำรวจไปยังเซวตา เร่งการส่งผู้คนกลับโมร็อกโก และยืนยันแนวทางจัดการผู้อพยพที่เน้นกลไกการทำให้สถานะถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าแนวทางสกัดกั้นของอิตาลี
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนว่า การควบคุมการเดินทางเข้าสหภาพยุโรปขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประเทศต้นทางและประเทศทางผ่านอย่างมาก สเปนต้องพึ่งพาโมร็อกโกทั้งด้านการสกัดกั้นที่ชายแดนและการรับตัวผู้เดินทางกลับ ขณะที่อิตาลีเห็นว่าสหภาพยุโรปควรกดดันและสร้างความร่วมมือกับประเทศทางผ่านให้เป็นระบบมากขึ้น แทนที่จะมองเหตุการณ์นี้เป็นความล้มเหลวของสเปนเพียงประเทศเดียว
รายงานว่าทางการโมร็อกโกควบคุมตัวผู้คนมากกว่า 100 คนที่พยายามเดินทางไปยังเซวตาจากเมืองฟนีเดก แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการฝั่งโมร็อกโกยังมีบทบาทชี้ขาดต่อจำนวนผู้ที่สามารถเดินทางถึงดินแดนสเปนได้
ในทางกฎหมาย มาตรการของทั้งสองประเทศเป็นการนำการตรวจชายแดนภายในกลับมาใช้ชั่วคราว ไม่ใช่การขับสเปนออกจากเชงเกนหรือการระงับการเดินทางเสรีอย่างถาวร อิตาลีกำหนดมาตรการระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 1 กันยายน ส่วนสเปนกำหนดมาตรการระหว่างวันที่ 8 สิงหาคมถึง 7 กันยายน และทั้งสองมาตรการอยู่ภายใต้กฎและการตรวจสอบของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศสมาชิกสำคัญสองประเทศใช้มาตรการตอบโต้กันถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ หากการควบคุมลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือถูกขยายเวลา อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อหลักการเดินทางเสรีของเชงเกน แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าระบบกำลังล่มสลาย
รัฐมนตรีมหาดไทยของสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ปราบปรามเครือข่ายลักลอบนำผู้อพยพ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งกลับ และร่วมมือกับประเทศต้นทางและประเทศทางผ่านให้ใกล้ชิดขึ้น
อิตาลีและรัฐบาลที่มีจุดยืนใกล้เคียงกันสนับสนุนแนวคิด เช่น ศูนย์รองรับหรือศูนย์ส่งกลับในประเทศที่สามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป แต่ฝ่ายคัดค้านตั้งคำถามทั้งด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน
ความขัดแย้งครั้งนี้จึงสะท้อนความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐบาลผสมฝ่ายขวาของเมโลนี ซึ่งให้ความสำคัญกับการยับยั้งและผลักภาระการจัดการผู้อพยพออกไปนอกยุโรป กับรัฐบาลแนวกลางซ้ายของซันเชซ ซึ่งเน้นความรับผิดชอบร่วมของสหภาพยุโรปและเครื่องมือจัดการการย้ายถิ่นที่อยู่ในกรอบกฎหมาย
กล่าวโดยสรุป การตรวจชายแดนระหว่างอิตาลีกับสเปนเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ข้อพิพาทที่อยู่เบื้องหลังคือคำถามสำคัญว่า ใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดการไหลเข้าของผู้อพยพครั้งใหญ่ และยุโรปควรปกป้องหลักการเดินทางเสรีควบคู่กับความมั่นคงอย่างไร