รายงานเกี่ยวกับจำนวนผู้บาดเจ็บไม่ตรงกัน โดยแหล่งหนึ่งระบุ 35 คน ขณะที่อีกแหล่งรายงาน 30 คนในเหตุโจมตีล่าสุด ดังนั้นข้อมูลที่มีอยู่จึงสนับสนุนช่วงตัวเลขผู้บาดเจ็บประมาณ 30–35 คน มากกว่าจะเป็นตัวเลขเดียวที่ยืนยันตรงกันทั้งหมด
ฮูตีระบุว่าเป้าหมายคือทหารซาอุดีอาระเบีย คลังอาวุธ และยุทโธปกรณ์ใกล้โมคา โดยใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเยเมนปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าว และระบุว่าการโจมตีโดนสิ่งปลูกสร้างพลเรือนและเศรษฐกิจ รวมถึงท่าเรือ
เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกันในช่วงสงคราม จึงยังไม่อาจยืนยันโดยอิสระได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร และความเสียหายทั้งหมดมีขอบเขตเพียงใด
ความสำคัญของโมคาไม่ได้จำกัดอยู่ที่สนามรบในพื้นที่ ท่าเรือตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบบับ อัล-มันดิบ ซึ่งเป็นทางเข้าด้านใต้ของทะเลแดงและเป็นเส้นทางสำคัญของการเดินเรือระหว่างประเทศ การปิดท่าเรือจึงสร้างความกังวลต่อการค้า การเข้าถึงทางทะเลของเยเมน และความเป็นไปได้ที่การโจมตีบนแผ่นดินจะกระทบเส้นทางเดินเรือในวงกว้าง
ฮันส์ กรุนด์เบิร์ก ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติประจำเยเมน กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงว่า เยเมนกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุดที่จะกลับเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่นับตั้งแต่การสงบศึกที่มี UN เป็นตัวกลางในปี 2022
กิจกรรมทางทหารเพิ่มขึ้นตามแนวรบที่เคยหยุดนิ่ง และการโจมตีทำให้เกิดความสูญเสียทั้งในหมู่ทหารและพลเรือน
กรุนด์เบิร์กยังเตือนว่า หากฮูตีกลับมาโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและอ่าวเอเดน ก็อาจดึงเยเมนให้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระดับภูมิภาคลึกกว่าเดิม ความกังวลจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการโจมตีเท่านั้น แต่รวมถึงการยกระดับที่เกิดขึ้นพร้อมกันในแนวรบภายในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ
การสงบศึกในปี 2022 ช่วยลดการสู้รบหนักทั่วประเทศ แต่ไม่ได้แก้ปมความขัดแย้งทางการเมืองของเยเมน การปะทะรอบใหม่จึงมีความเสี่ยงทำลายช่วงเวลาสงบที่เปราะบาง โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงทางการเมืองขั้นสุดท้ายรองรับ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ฮูตีประกาศสิ่งที่เรียกว่า “มาตรการห้ามเดินเรือ” หรือ “การปิดล้อมทางทะเล” ต่อเรือของซาอุดีอาระเบีย โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มระบุว่าเป็นการตอบโต้สิ่งที่ฮูตีเรียกว่า การปิดล้อมท่าเรือและสนามบินในเยเมนโดยซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียเตือนว่าจะตอบโต้ “อย่างเด็ดขาด”
ต่อมา ฮูตีอ้างว่าได้ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียชื่อ NCC GHAZAL โดยกล่าวหาว่าเรือลำดังกล่าวฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินเรือ กลุ่มอ้างว่าเรือถูกบังคับให้ล่าถอย ขณะที่รายงานด้านความปลอดภัยทางทะเลยืนยันว่าเกิดเหตุเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกน้ำมันจริง แต่ยังไม่สามารถยืนยันคำกล่าวอ้างของฮูตีได้ทุกประเด็น
ช่องแคบบับ อัล-มันดิบมีความสำคัญเกินกว่าความขัดแย้งระหว่างเยเมนกับซาอุดีอาระเบีย หากช่องแคบแห่งนี้ถูกปิดอย่างสมบูรณ์ อาจกระทบอุปทานน้ำมันโลกประมาณ 7% ตามตัวเลขที่ Reuters อ้างถึง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่การยืนยันว่าปริมาณน้ำมันโลกกำลังสูญเสียอยู่ในขณะนี้
ราชาด อัล-อะลีมี ประธานสภาผู้นำประธานาธิบดีเยเมน กล่าวว่า การกระทำของฮูตีในอนาคตจะไม่ถูกปล่อยผ่าน และกลุ่มจะไม่สามารถเป็นฝ่ายตัดสินใจเพียงลำพังได้อีกว่าเยเมนจะเข้าสู่สงครามหรือสันติภาพเมื่อใด
อัล-อะลีมียังปฏิเสธการพักรบหรือข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวรูปแบบเดิม โดยเสนอให้มุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืน” บนพื้นฐานของรัฐที่มีอำนาจผูกขาดการครอบครองอาวุธและมีอธิปไตยเป็นหนึ่งเดียว
แนวทางที่เขาเสนอคือ ให้ฮูตีวางอาวุธ เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง และลงแข่งขันเลือกตั้งในฐานะผู้เล่นทางการเมือง
จุดยืนนี้ทำให้โอกาสกลับไปใช้รูปแบบการสงบศึกเดิมอย่างรวดเร็วแคบลง และสะท้อนข้อขัดแย้งทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการสู้รบ นั่นคือ อนาคตด้านความมั่นคงของเยเมนจะยอมรับการมีอยู่ของขบวนการฮูตีที่มีกองกำลังติดอาวุธแยกต่างหากได้หรือไม่ หรืออาวุธทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐในท้ายที่สุด
การสู้รบรอบใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่เยเมนกำลังเผชิญวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรงอยู่แล้ว สหประชาชาติระบุว่า ประชากรมากกว่าครึ่งประเทศกำลังเผชิญภาวะไม่มั่นคงทางอาหารเฉียบพลัน และมีผู้คนนับล้านอยู่ในระดับการขาดแคลนอาหารขั้นฉุกเฉิน
การช่วยเหลือยังถูกจำกัดด้วยปัญหาขาดแคลนเงินทุน ทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของ UN กล่าวว่า แผนระดมทุนได้รับเงินสนับสนุนเพียงราว 20% ทำให้ต้องลดปริมาณอาหารปันส่วน ปิดคลินิก และยุติบริการคุ้มครองบางส่วน
ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ถึงความเสี่ยงที่ความหิวโหย การพลัดถิ่น และการเข้าถึงความช่วยเหลือจะเลวร้ายลง โดยเฉพาะหากการโจมตียังคงกระทบท่าเรือและชุมชนตามแนวหน้า อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการประกาศภาวะอดอยากทั่วประเทศแล้ว ความกังวลเร่งด่วนคือการสู้รบอาจผลักชุมชนที่เปราะบางจากภาวะวิกฤตไปสู่ความไม่มั่นคงทางอาหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการดำเนินการเก็บกู้คราบน้ำมันนอกเกาะกอเชิมของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเยเมน แต่สะท้อนว่าความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับอิหร่านก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับความเสียหายทางทหารและมนุษยธรรม
ตัวเลขสำคัญของการยกระดับครั้งนี้คือ 181 ปฏิบัติการใน 24 ชั่วโมง ซึ่งพันเอกมาจิด อัล-นาซีลี โฆษกกองทัพเยเมน เป็นผู้ประกาศ กองทัพระบุว่าใช้โดรน ปืนใหญ่ และเครื่องยิงจรวดโจมตีที่มั่น คลังอาวุธ ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางทหารอื่น ๆ ของฮูตี แต่ตัวเลขความสูญเสียและความเสียหายยังเป็นคำกล่าวอ้างจากฝ่ายที่อยู่ในสนามรบ
สิ่งที่ทำให้การยกระดับครั้งนี้อันตรายเป็นพิเศษคือขอบเขตของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งพื้นที่พลเรือนในมาริบที่ถูกโจมตี ท่าเรือโมคาที่ต้องระงับงานหลังถูกขีปนาวุธมากกว่า 25 ลูก และการที่ฮูตีขยายการเผชิญหน้าไปสู่เรือที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่ UN เตือนว่าเยเมนอยู่ใกล้การกลับเข้าสู่สงครามขนาดใหญ่มากที่สุดนับตั้งแต่การสงบศึกในปี 2022 ความขัดแย้งรอบใหม่นี้จึงไม่ได้คุกคามเพียงเสถียรภาพภายในประเทศ แต่ยังเสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรมของเยเมนและความไม่มั่นคงรอบทะเลแดงด้วย