กลุ่มทุนใหม่ใช้ชื่อว่า 1892 Holdings ซึ่งอ้างอิงถึงปีที่ก่อตั้งลิเวอร์พูล กลุ่มนี้นำโดย Amit Bhatia อดีตผู้ร่วมถือหุ้นสโมสรควีนส์พาร์กเรนเจอร์ส และมี K5 Sports ซึ่งเจฟฟ์ เบโซสเป็นผู้ลงทุนหลัก รวมถึงผลประโยชน์ด้านการลงทุนของเอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook อยู่ในกลุ่มด้วย
Bhatia คาดว่าจะรับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารที่ขยายขนาดขึ้น โดยยังต้องรอการอนุมัติตามกฎระเบียบ
FSG ยังไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้นที่ขายอย่างเป็นทางการ รายงานหลายสำนักประเมินตรงกันว่าอยู่ที่ประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามของสโมสร
ความแตกต่างระหว่าง “หุ้นส่วนน้อย” กับ “การเข้าซื้อกิจการ” จึงมีความสำคัญ เพราะกลุ่มทุนใหม่จะมีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจและสิทธิด้านธรรมาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ FSG ในฐานะผู้ควบคุมลิเวอร์พูลทันที
ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปตามความคืบหน้าของการเจรจา ก่อนการยืนยันข้อตกลง สื่อรายงานว่าดีลอาจมีมูลค่าประมาณ 1.35 พันล้านปอนด์ สำหรับหุ้นราว 30% ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของสโมสรอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์
หลัง FSG ยืนยันข้อตกลง สื่ออังกฤษรายงานว่าธุรกรรมมีมูลค่า มากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และประเมินมูลค่าลิเวอร์พูลทั้งสโมสรสูงกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขณะที่ Reuters ระบุว่า FSG ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทางการเงิน และตัวเลขราคาดังกล่าวมาจากรายงานข่าวกับแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเรื่องนี้
ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ ลิเวอร์พูลถูกประเมินมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ในรายงานหลังการทำข้อตกลง แต่สัดส่วนหุ้น ราคาซื้อขาย และเงื่อนไขในสัญญาที่แน่นอนยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นตัวเลข 1.35 พันล้านปอนด์จากช่วงก่อนยืนยันดีล และตัวเลข 1.5 พันล้านปอนด์ขึ้นไปในเวลาต่อมา จึงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นตัวเลขทางการเดียวกัน
ยังไม่ใช่ในทันที FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรักษาอำนาจควบคุมการดำเนินงานของสโมสรไว้ตามโครงสร้างที่ประกาศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่าการถือหุ้นแบบไม่มีบทบาท เพราะ The Athletic รายงานว่า 1892 Holdings มีสิทธิเลือกซื้อหุ้นควบคุมจาก FSG ขณะที่ CNBC รายงานว่าสิทธิดังกล่าวอาจเปิดทางให้กลุ่มทุนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ในปีถัดไป
รายงานสาธารณะยังไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทั้งหมดของสิทธินี้ จึงยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาการใช้สิทธิ กลไกกำหนดราคา สิทธิในการบริหาร และความจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติตามกฎระเบียบเพิ่มเติมหรือไม่
เบโซสเข้าร่วมดีลผ่าน K5 Sports ซึ่งระบุให้เขาเป็นผู้ลงทุนหลัก การลงทุนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเข้าสู่ธุรกิจการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์กีฬาในระดับใหญ่เป็นครั้งแรกของเขา
การมีชื่อของผู้ก่อตั้ง Amazon ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า Amazon อาจเข้ามาเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลในเชิงพาณิชย์มากขึ้นหรือไม่ แต่ไม่มีรายงานที่ให้ข้อมูลยืนยันว่า Amazon จะเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแข่งรายใหม่ของสโมสร และการเข้าถือหุ้นครั้งนี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะมีข้อตกลงดังกล่าวในอนาคต
รายงานยังเชื่อมโยงช่วงเวลาการเจรจากับการเสนอขายหุ้น Amazon สูงสุด 15 ล้านหุ้นของเบโซส ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความใกล้เคียงของช่วงเวลาเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะว่ารายได้จากการขายหุ้นดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในลิเวอร์พูลโดยตรง
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ การขายหุ้นส่วนน้อยอาจเป็นการโอนมูลค่าการถือครองไปยังผู้ขาย ซึ่งก็คือ FSG มากกว่าจะเป็นการนำเงินจำนวนเดียวกันเข้าสู่งบฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดยตรง
รายงานที่มีอยู่ระบุชัดว่าดีลนี้ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายซื้อนักเตะได้ทันที การที่สโมสรจะมีทรัพยากรด้านฟุตบอลเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจัดหาเงินทุน การอัดฉีดเงินทุนเพิ่มเติม และการตัดสินใจของฝ่ายเจ้าของกับผู้บริหาร
ในทางปฏิบัติ ความมั่งคั่งและเครือข่ายทางธุรกิจของเบโซสอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าของลิเวอร์พูล แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสโมสรจะมีงบเสริมทัพก้อนใหญ่ขึ้น การทำธุรกรรมด้านความเป็นเจ้าของกับงบซื้อนักเตะจึงเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
FSG ซื้อสโมสรลิเวอร์พูลในปี 2010 ด้วยราคาประมาณ 300 ล้านปอนด์ รายงานเกี่ยวกับดีลใหม่นี้ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ตั้งแต่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์ ไปจนถึงมากกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการเจรจาและแหล่งข้อมูล
นั่นสะท้อนการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสโมสรอย่างมหาศาล แต่การคำนวณผลตอบแทนเป็นกี่เท่าควรถือเป็นค่าประมาณ เพราะสัดส่วนหุ้นและราคาสุดท้ายยังไม่ได้เปิดเผยครบถ้วนต่อสาธารณะ ตัวเลขที่รายงานยังแสดงให้เห็นว่า การขายหุ้นส่วนน้อยสามารถสร้างผลตอบแทนก้อนใหญ่ให้ FSG ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้บริษัทคงอำนาจควบคุมสโมสรไว้ได้
ก่อนมีการยืนยันข้อตกลง กลุ่มผู้สนับสนุนลิเวอร์พูล Spirit of Shankly เรียกร้องให้สโมสรเปิดเผยรายละเอียดมากขึ้น พร้อมย้ำว่าประเด็นเจ้าของและอำนาจควบคุมเป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อสโมสรและแฟนบอล
หลังมีการประกาศดีลแล้ว คำถามสำคัญจึงชัดเจนมากขึ้น ได้แก่
แถลงการณ์ของ FSG ยืนยันเพียงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในสัดส่วนผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด ประเด็นเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินว่า ดีลนี้เป็นเพียงการสร้างสภาพคล่องให้เจ้าของเดิม เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผู้ควบคุมในอนาคต หรือเป็นแหล่งเงินลงทุนใหม่ให้สโมสรอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกรรมของลิเวอร์พูลสะท้อนแนวโน้มที่ชัดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติที่มีความมั่งคั่งสูงกำลังเข้าสู่สโมสรพรีเมียร์ลีกผ่านการซื้อหุ้นส่วนน้อย แทนที่จะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในทันที รายงานก่อนหน้านี้มองว่าดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินทุนจากสหรัฐฯ ที่ไหลเข้าสู่พรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างแบบนี้เปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามามีที่นั่งในคณะกรรมการ และอาจสร้างเส้นทางไปสู่การควบคุมสโมสรในภายหลัง สำหรับแฟนบอล ความแตกต่างระหว่าง “นักลงทุนหุ้นส่วนน้อย” กับ “เจ้าของในอนาคต” จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลิเวอร์พูลยังไม่ได้ถูกขายให้เจฟฟ์ เบโซสทั้งหมด FSG ตกลงขายหุ้นประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามให้ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่นำโดย Amit Bhatia และมีเบโซสกับซาเวรินร่วมลงทุน โดย FSG จะยังคงถือหุ้นใหญ่และควบคุมสโมสรในระยะแรก
ดีลนี้ถูกรายงานอย่างกว้างขวางว่ามีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และทำให้ลิเวอร์พูลมีมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ แต่เงื่อนไขทางการเงินที่แน่นอนยังไม่เปิดเผย ส่วนสิทธิที่ 1892 Holdings อาจใช้เพื่อขยับสู่การควบคุมสโมสรในอนาคต อาจทำให้ดีลนี้เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่หลักประกันว่าจะเกิดการเทกโอเวอร์ จะมีสปอนเซอร์เสื้อจาก Amazon หรือจะมีงบซื้อนักเตะเพิ่มขึ้น
สำหรับตอนนี้ รายละเอียดที่สำคัญที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ ได้แก่ สัดส่วนหุ้นสุดท้าย สิทธิในการบริหาร ปลายทางของเงินลงทุน และเงื่อนไขของการขอเข้าควบคุมสโมสรในอนาคต
กลุ่มทุนใหม่ใช้ชื่อว่า 1892 Holdings ซึ่งอ้างอิงถึงปีที่ก่อตั้งลิเวอร์พูล กลุ่มนี้นำโดย Amit Bhatia อดีตผู้ร่วมถือหุ้นสโมสรควีนส์พาร์กเรนเจอร์ส และมี K5 Sports ซึ่งเจฟฟ์ เบโซสเป็นผู้ลงทุนหลัก รวมถึงผลประโยชน์ด้านการลงทุนของเอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook อยู่ในกลุ่มด้วย
Bhatia คาดว่าจะรับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารที่ขยายขนาดขึ้น โดยยังต้องรอการอนุมัติตามกฎระเบียบ
FSG ยังไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้นที่ขายอย่างเป็นทางการ รายงานหลายสำนักประเมินตรงกันว่าอยู่ที่ประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามของสโมสร
ความแตกต่างระหว่าง “หุ้นส่วนน้อย” กับ “การเข้าซื้อกิจการ” จึงมีความสำคัญ เพราะกลุ่มทุนใหม่จะมีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจและสิทธิด้านธรรมาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ FSG ในฐานะผู้ควบคุมลิเวอร์พูลทันที
ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปตามความคืบหน้าของการเจรจา ก่อนการยืนยันข้อตกลง สื่อรายงานว่าดีลอาจมีมูลค่าประมาณ 1.35 พันล้านปอนด์ สำหรับหุ้นราว 30% ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของสโมสรอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์
หลัง FSG ยืนยันข้อตกลง สื่ออังกฤษรายงานว่าธุรกรรมมีมูลค่า มากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และประเมินมูลค่าลิเวอร์พูลทั้งสโมสรสูงกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขณะที่ Reuters ระบุว่า FSG ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทางการเงิน และตัวเลขราคาดังกล่าวมาจากรายงานข่าวกับแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเรื่องนี้
ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ ลิเวอร์พูลถูกประเมินมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ในรายงานหลังการทำข้อตกลง แต่สัดส่วนหุ้น ราคาซื้อขาย และเงื่อนไขในสัญญาที่แน่นอนยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นตัวเลข 1.35 พันล้านปอนด์จากช่วงก่อนยืนยันดีล และตัวเลข 1.5 พันล้านปอนด์ขึ้นไปในเวลาต่อมา จึงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นตัวเลขทางการเดียวกัน
ยังไม่ใช่ในทันที FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรักษาอำนาจควบคุมการดำเนินงานของสโมสรไว้ตามโครงสร้างที่ประกาศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่าการถือหุ้นแบบไม่มีบทบาท เพราะ The Athletic รายงานว่า 1892 Holdings มีสิทธิเลือกซื้อหุ้นควบคุมจาก FSG ขณะที่ CNBC รายงานว่าสิทธิดังกล่าวอาจเปิดทางให้กลุ่มทุนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ในปีถัดไป
รายงานสาธารณะยังไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทั้งหมดของสิทธินี้ จึงยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาการใช้สิทธิ กลไกกำหนดราคา สิทธิในการบริหาร และความจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติตามกฎระเบียบเพิ่มเติมหรือไม่
เบโซสเข้าร่วมดีลผ่าน K5 Sports ซึ่งระบุให้เขาเป็นผู้ลงทุนหลัก การลงทุนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเข้าสู่ธุรกิจการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์กีฬาในระดับใหญ่เป็นครั้งแรกของเขา
การมีชื่อของผู้ก่อตั้ง Amazon ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า Amazon อาจเข้ามาเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลในเชิงพาณิชย์มากขึ้นหรือไม่ แต่ไม่มีรายงานที่ให้ข้อมูลยืนยันว่า Amazon จะเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแข่งรายใหม่ของสโมสร และการเข้าถือหุ้นครั้งนี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะมีข้อตกลงดังกล่าวในอนาคต
รายงานยังเชื่อมโยงช่วงเวลาการเจรจากับการเสนอขายหุ้น Amazon สูงสุด 15 ล้านหุ้นของเบโซส ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความใกล้เคียงของช่วงเวลาเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะว่ารายได้จากการขายหุ้นดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในลิเวอร์พูลโดยตรง
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ การขายหุ้นส่วนน้อยอาจเป็นการโอนมูลค่าการถือครองไปยังผู้ขาย ซึ่งก็คือ FSG มากกว่าจะเป็นการนำเงินจำนวนเดียวกันเข้าสู่งบฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดยตรง
รายงานที่มีอยู่ระบุชัดว่าดีลนี้ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายซื้อนักเตะได้ทันที การที่สโมสรจะมีทรัพยากรด้านฟุตบอลเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจัดหาเงินทุน การอัดฉีดเงินทุนเพิ่มเติม และการตัดสินใจของฝ่ายเจ้าของกับผู้บริหาร
ในทางปฏิบัติ ความมั่งคั่งและเครือข่ายทางธุรกิจของเบโซสอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าของลิเวอร์พูล แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสโมสรจะมีงบเสริมทัพก้อนใหญ่ขึ้น การทำธุรกรรมด้านความเป็นเจ้าของกับงบซื้อนักเตะจึงเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
FSG ซื้อสโมสรลิเวอร์พูลในปี 2010 ด้วยราคาประมาณ 300 ล้านปอนด์ รายงานเกี่ยวกับดีลใหม่นี้ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ตั้งแต่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์ ไปจนถึงมากกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการเจรจาและแหล่งข้อมูล
นั่นสะท้อนการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสโมสรอย่างมหาศาล แต่การคำนวณผลตอบแทนเป็นกี่เท่าควรถือเป็นค่าประมาณ เพราะสัดส่วนหุ้นและราคาสุดท้ายยังไม่ได้เปิดเผยครบถ้วนต่อสาธารณะ ตัวเลขที่รายงานยังแสดงให้เห็นว่า การขายหุ้นส่วนน้อยสามารถสร้างผลตอบแทนก้อนใหญ่ให้ FSG ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้บริษัทคงอำนาจควบคุมสโมสรไว้ได้
ก่อนมีการยืนยันข้อตกลง กลุ่มผู้สนับสนุนลิเวอร์พูล Spirit of Shankly เรียกร้องให้สโมสรเปิดเผยรายละเอียดมากขึ้น พร้อมย้ำว่าประเด็นเจ้าของและอำนาจควบคุมเป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อสโมสรและแฟนบอล
หลังมีการประกาศดีลแล้ว คำถามสำคัญจึงชัดเจนมากขึ้น ได้แก่
แถลงการณ์ของ FSG ยืนยันเพียงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในสัดส่วนผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด ประเด็นเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินว่า ดีลนี้เป็นเพียงการสร้างสภาพคล่องให้เจ้าของเดิม เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผู้ควบคุมในอนาคต หรือเป็นแหล่งเงินลงทุนใหม่ให้สโมสรอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกรรมของลิเวอร์พูลสะท้อนแนวโน้มที่ชัดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติที่มีความมั่งคั่งสูงกำลังเข้าสู่สโมสรพรีเมียร์ลีกผ่านการซื้อหุ้นส่วนน้อย แทนที่จะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในทันที รายงานก่อนหน้านี้มองว่าดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินทุนจากสหรัฐฯ ที่ไหลเข้าสู่พรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างแบบนี้เปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามามีที่นั่งในคณะกรรมการ และอาจสร้างเส้นทางไปสู่การควบคุมสโมสรในภายหลัง สำหรับแฟนบอล ความแตกต่างระหว่าง “นักลงทุนหุ้นส่วนน้อย” กับ “เจ้าของในอนาคต” จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลิเวอร์พูลยังไม่ได้ถูกขายให้เจฟฟ์ เบโซสทั้งหมด FSG ตกลงขายหุ้นประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามให้ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่นำโดย Amit Bhatia และมีเบโซสกับซาเวรินร่วมลงทุน โดย FSG จะยังคงถือหุ้นใหญ่และควบคุมสโมสรในระยะแรก
ดีลนี้ถูกรายงานอย่างกว้างขวางว่ามีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และทำให้ลิเวอร์พูลมีมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ แต่เงื่อนไขทางการเงินที่แน่นอนยังไม่เปิดเผย ส่วนสิทธิที่ 1892 Holdings อาจใช้เพื่อขยับสู่การควบคุมสโมสรในอนาคต อาจทำให้ดีลนี้เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่หลักประกันว่าจะเกิดการเทกโอเวอร์ จะมีสปอนเซอร์เสื้อจาก Amazon หรือจะมีงบซื้อนักเตะเพิ่มขึ้น
สำหรับตอนนี้ รายละเอียดที่สำคัญที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ ได้แก่ สัดส่วนหุ้นสุดท้าย สิทธิในการบริหาร ปลายทางของเงินลงทุน และเงื่อนไขของการขอเข้าควบคุมสโมสรในอนาคต