FSG ยังไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้นที่ขายอย่างเป็นทางการ รายงานหลายสำนักประเมินตรงกันว่าอยู่ที่ประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามของสโมสร
ความแตกต่างระหว่าง “หุ้นส่วนน้อย” กับ “การเข้าซื้อกิจการ” จึงมีความสำคัญ เพราะกลุ่มทุนใหม่จะมีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจและสิทธิด้านธรรมาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ FSG ในฐานะผู้ควบคุมลิเวอร์พูลทันที
ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปตามความคืบหน้าของการเจรจา ก่อนการยืนยันข้อตกลง สื่อรายงานว่าดีลอาจมีมูลค่าประมาณ 1.35 พันล้านปอนด์ สำหรับหุ้นราว 30% ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของสโมสรอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์
หลัง FSG ยืนยันข้อตกลง สื่ออังกฤษรายงานว่าธุรกรรมมีมูลค่า มากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และประเมินมูลค่าลิเวอร์พูลทั้งสโมสรสูงกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขณะที่ Reuters ระบุว่า FSG ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทางการเงิน และตัวเลขราคาดังกล่าวมาจากรายงานข่าวกับแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเรื่องนี้
ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ ลิเวอร์พูลถูกประเมินมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ในรายงานหลังการทำข้อตกลง แต่สัดส่วนหุ้น ราคาซื้อขาย และเงื่อนไขในสัญญาที่แน่นอนยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นตัวเลข 1.35 พันล้านปอนด์จากช่วงก่อนยืนยันดีล และตัวเลข 1.5 พันล้านปอนด์ขึ้นไปในเวลาต่อมา จึงไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นตัวเลขทางการเดียวกัน
ยังไม่ใช่ในทันที FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรักษาอำนาจควบคุมการดำเนินงานของสโมสรไว้ตามโครงสร้างที่ประกาศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่าการถือหุ้นแบบไม่มีบทบาท เพราะ The Athletic รายงานว่า 1892 Holdings มีสิทธิเลือกซื้อหุ้นควบคุมจาก FSG ขณะที่ CNBC รายงานว่าสิทธิดังกล่าวอาจเปิดทางให้กลุ่มทุนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ในปีถัดไป
รายงานสาธารณะยังไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทั้งหมดของสิทธินี้ จึงยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาการใช้สิทธิ กลไกกำหนดราคา สิทธิในการบริหาร และความจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติตามกฎระเบียบเพิ่มเติมหรือไม่
เบโซสเข้าร่วมดีลผ่าน K5 Sports ซึ่งระบุให้เขาเป็นผู้ลงทุนหลัก การลงทุนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเข้าสู่ธุรกิจการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์กีฬาในระดับใหญ่เป็นครั้งแรกของเขา
การมีชื่อของผู้ก่อตั้ง Amazon ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า Amazon อาจเข้ามาเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลในเชิงพาณิชย์มากขึ้นหรือไม่ แต่ไม่มีรายงานที่ให้ข้อมูลยืนยันว่า Amazon จะเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแข่งรายใหม่ของสโมสร และการเข้าถือหุ้นครั้งนี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะมีข้อตกลงดังกล่าวในอนาคต
รายงานยังเชื่อมโยงช่วงเวลาการเจรจากับการเสนอขายหุ้น Amazon สูงสุด 15 ล้านหุ้นของเบโซส ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความใกล้เคียงของช่วงเวลาเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะว่ารายได้จากการขายหุ้นดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในลิเวอร์พูลโดยตรง
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ การขายหุ้นส่วนน้อยอาจเป็นการโอนมูลค่าการถือครองไปยังผู้ขาย ซึ่งก็คือ FSG มากกว่าจะเป็นการนำเงินจำนวนเดียวกันเข้าสู่งบฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดยตรง
รายงานที่มีอยู่ระบุชัดว่าดีลนี้ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายซื้อนักเตะได้ทันที การที่สโมสรจะมีทรัพยากรด้านฟุตบอลเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจัดหาเงินทุน การอัดฉีดเงินทุนเพิ่มเติม และการตัดสินใจของฝ่ายเจ้าของกับผู้บริหาร
ในทางปฏิบัติ ความมั่งคั่งและเครือข่ายทางธุรกิจของเบโซสอาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าของลิเวอร์พูล แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าสโมสรจะมีงบเสริมทัพก้อนใหญ่ขึ้น การทำธุรกรรมด้านความเป็นเจ้าของกับงบซื้อนักเตะจึงเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
FSG ซื้อสโมสรลิเวอร์พูลในปี 2010 ด้วยราคาประมาณ 300 ล้านปอนด์ รายงานเกี่ยวกับดีลใหม่นี้ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ตั้งแต่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์ ไปจนถึงมากกว่า 5 พันล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการเจรจาและแหล่งข้อมูล
นั่นสะท้อนการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสโมสรอย่างมหาศาล แต่การคำนวณผลตอบแทนเป็นกี่เท่าควรถือเป็นค่าประมาณ เพราะสัดส่วนหุ้นและราคาสุดท้ายยังไม่ได้เปิดเผยครบถ้วนต่อสาธารณะ ตัวเลขที่รายงานยังแสดงให้เห็นว่า การขายหุ้นส่วนน้อยสามารถสร้างผลตอบแทนก้อนใหญ่ให้ FSG ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้บริษัทคงอำนาจควบคุมสโมสรไว้ได้
ก่อนมีการยืนยันข้อตกลง กลุ่มผู้สนับสนุนลิเวอร์พูล Spirit of Shankly เรียกร้องให้สโมสรเปิดเผยรายละเอียดมากขึ้น พร้อมย้ำว่าประเด็นเจ้าของและอำนาจควบคุมเป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อสโมสรและแฟนบอล
หลังมีการประกาศดีลแล้ว คำถามสำคัญจึงชัดเจนมากขึ้น ได้แก่
แถลงการณ์ของ FSG ยืนยันเพียงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในสัดส่วนผู้ถือหุ้นส่วนน้อย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด ประเด็นเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินว่า ดีลนี้เป็นเพียงการสร้างสภาพคล่องให้เจ้าของเดิม เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผู้ควบคุมในอนาคต หรือเป็นแหล่งเงินลงทุนใหม่ให้สโมสรอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกรรมของลิเวอร์พูลสะท้อนแนวโน้มที่ชัดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติที่มีความมั่งคั่งสูงกำลังเข้าสู่สโมสรพรีเมียร์ลีกผ่านการซื้อหุ้นส่วนน้อย แทนที่จะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในทันที รายงานก่อนหน้านี้มองว่าดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินทุนจากสหรัฐฯ ที่ไหลเข้าสู่พรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างแบบนี้เปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามามีที่นั่งในคณะกรรมการ และอาจสร้างเส้นทางไปสู่การควบคุมสโมสรในภายหลัง สำหรับแฟนบอล ความแตกต่างระหว่าง “นักลงทุนหุ้นส่วนน้อย” กับ “เจ้าของในอนาคต” จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลิเวอร์พูลยังไม่ได้ถูกขายให้เจฟฟ์ เบโซสทั้งหมด FSG ตกลงขายหุ้นประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามให้ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่นำโดย Amit Bhatia และมีเบโซสกับซาเวรินร่วมลงทุน โดย FSG จะยังคงถือหุ้นใหญ่และควบคุมสโมสรในระยะแรก
ดีลนี้ถูกรายงานอย่างกว้างขวางว่ามีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านปอนด์ และทำให้ลิเวอร์พูลมีมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านปอนด์ แต่เงื่อนไขทางการเงินที่แน่นอนยังไม่เปิดเผย ส่วนสิทธิที่ 1892 Holdings อาจใช้เพื่อขยับสู่การควบคุมสโมสรในอนาคต อาจทำให้ดีลนี้เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่หลักประกันว่าจะเกิดการเทกโอเวอร์ จะมีสปอนเซอร์เสื้อจาก Amazon หรือจะมีงบซื้อนักเตะเพิ่มขึ้น
สำหรับตอนนี้ รายละเอียดที่สำคัญที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ ได้แก่ สัดส่วนหุ้นสุดท้าย สิทธิในการบริหาร ปลายทางของเงินลงทุน และเงื่อนไขของการขอเข้าควบคุมสโมสรในอนาคต