ข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ระบุว่า มีเรือสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 5 ลำในวันเสาร์ และไม่พบเรือที่ลงทะเบียนผ่านในวันอาทิตย์ เทียบกับ 31 ลำในสุดสัปดาห์ก่อนหน้า
เรือจำนวนน้อยที่ยังเดินทางในวันเสาร์รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก หรือ VLCC ที่ไม่มีสินค้าและปิดสัญญาณ AIS รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซขนาดใหญ่มากติดธงอินเดียที่ใช้เส้นทางฝั่งอิหร่าน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเที่ยวเดินเรือที่ยังดำเนินต่อไปต้องใช้มาตรการปกปิดหรือเลือกเส้นทางเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่พบการลงทะเบียน” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรือข้ามช่องแคบเลย เพราะเรือบางลำอาจปิดเครื่องส่งสัญญาณ AIS ซึ่งทำให้ไม่สามารถติดตามได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลดังกล่าวจึงควรตีความว่าเป็นการลดลงอย่างรุนแรงของการเดินเรือที่สามารถสังเกตได้ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าการข้ามช่องแคบเป็นศูนย์โดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานว่าเรือหลายลำหยุดเดินทางหรือเปลี่ยนทิศกลับ หลังเกิดการโจมตีและสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมต่อการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยในวันแรกหลังการปิดล้อมกลับมา มีเรือผ่านช่องแคบ 9 ลำ ลดลงจาก 13 ลำในวันก่อนหน้า และยังไม่พบ VLCC หรือเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ผ่านอย่างเปิดเผย
ในภาวะปกติ ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวทางทะเลราวหนึ่งในห้าของโลก การหยุดชะงักเป็นเวลานานจึงกระทบทั้งการส่งออกของประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียและการจัดหาก๊าซ LNG
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันเท่านั้น เพราะค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยจะสูงขึ้น ขณะที่เส้นทางขนส่งที่ยาวขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง ไฟฟ้า การขนส่ง อาหาร และภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
ความเสี่ยงจากการเดินเรือที่ลดลงและการโจมตีโรงกลั่นช่วยผลักดันราคาน้ำมันขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ราคาน้ำมัน Brent ปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ที่ 87.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 5.1% มาอยู่ที่ 82.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หลังจากนั้นราคาขยับไม่มากนัก ซึ่งอาจสะท้อนว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงระยะสั้นไปแล้วบางส่วน หรือยังคาดว่าจะมีน้ำมันและสินค้าบางส่วนเดินทางต่อได้ อย่างไรก็ดี ราคายังมีโอกาสพุ่งขึ้นอีก หากการปิดเส้นทางยืดเยื้อหรือการโจมตีขยายวงกว้าง โดยในวันที่ 11 สิงหาคม Brent ปิดที่ 88.91 ดอลลาร์ และ WTI ปิดที่ 83.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความไม่แน่นอนสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงว่าเรือจะผ่านได้หรือไม่ แต่คือวิกฤตจะยืดเยื้อนานแค่ไหน หากการหยุดชะงักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ประเทศต่าง ๆ ยังอาจใช้คลังสำรองและเปลี่ยนเส้นทางเพื่อบรรเทาผลกระทบได้
แต่หากการปิดล้อมดำเนินต่อไป ขณะที่อิหร่านเชื่อมโยงการกลับมาเปิดการเดินเรือกับข้อเสนอของสหรัฐฯ และวอชิงตันระบุว่าสามารถคงมาตรการปิดล้อมได้อย่างไม่มีกำหนด ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนจากปัญหาการขนส่งเฉพาะจุดไปเป็นแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลและผู้บริโภคจึงอาจต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าและการค้าทางทะเลเป็นหลักจะมีความเปราะบางมากกว่าเดิม
ข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ระบุว่า มีเรือสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 5 ลำในวันเสาร์ และไม่พบเรือที่ลงทะเบียนผ่านในวันอาทิตย์ เทียบกับ 31 ลำในสุดสัปดาห์ก่อนหน้า
เรือจำนวนน้อยที่ยังเดินทางในวันเสาร์รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก หรือ VLCC ที่ไม่มีสินค้าและปิดสัญญาณ AIS รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซขนาดใหญ่มากติดธงอินเดียที่ใช้เส้นทางฝั่งอิหร่าน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเที่ยวเดินเรือที่ยังดำเนินต่อไปต้องใช้มาตรการปกปิดหรือเลือกเส้นทางเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่พบการลงทะเบียน” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรือข้ามช่องแคบเลย เพราะเรือบางลำอาจปิดเครื่องส่งสัญญาณ AIS ซึ่งทำให้ไม่สามารถติดตามได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลดังกล่าวจึงควรตีความว่าเป็นการลดลงอย่างรุนแรงของการเดินเรือที่สามารถสังเกตได้ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าการข้ามช่องแคบเป็นศูนย์โดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานว่าเรือหลายลำหยุดเดินทางหรือเปลี่ยนทิศกลับ หลังเกิดการโจมตีและสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมต่อการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยในวันแรกหลังการปิดล้อมกลับมา มีเรือผ่านช่องแคบ 9 ลำ ลดลงจาก 13 ลำในวันก่อนหน้า และยังไม่พบ VLCC หรือเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ผ่านอย่างเปิดเผย
ในภาวะปกติ ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวทางทะเลราวหนึ่งในห้าของโลก การหยุดชะงักเป็นเวลานานจึงกระทบทั้งการส่งออกของประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียและการจัดหาก๊าซ LNG
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันเท่านั้น เพราะค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยจะสูงขึ้น ขณะที่เส้นทางขนส่งที่ยาวขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง ไฟฟ้า การขนส่ง อาหาร และภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
ความเสี่ยงจากการเดินเรือที่ลดลงและการโจมตีโรงกลั่นช่วยผลักดันราคาน้ำมันขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ราคาน้ำมัน Brent ปิดเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ที่ 87.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 5.1% มาอยู่ที่ 82.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หลังจากนั้นราคาขยับไม่มากนัก ซึ่งอาจสะท้อนว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงระยะสั้นไปแล้วบางส่วน หรือยังคาดว่าจะมีน้ำมันและสินค้าบางส่วนเดินทางต่อได้ อย่างไรก็ดี ราคายังมีโอกาสพุ่งขึ้นอีก หากการปิดเส้นทางยืดเยื้อหรือการโจมตีขยายวงกว้าง โดยในวันที่ 11 สิงหาคม Brent ปิดที่ 88.91 ดอลลาร์ และ WTI ปิดที่ 83.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความไม่แน่นอนสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงว่าเรือจะผ่านได้หรือไม่ แต่คือวิกฤตจะยืดเยื้อนานแค่ไหน หากการหยุดชะงักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ประเทศต่าง ๆ ยังอาจใช้คลังสำรองและเปลี่ยนเส้นทางเพื่อบรรเทาผลกระทบได้
แต่หากการปิดล้อมดำเนินต่อไป ขณะที่อิหร่านเชื่อมโยงการกลับมาเปิดการเดินเรือกับข้อเสนอของสหรัฐฯ และวอชิงตันระบุว่าสามารถคงมาตรการปิดล้อมได้อย่างไม่มีกำหนด ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนจากปัญหาการขนส่งเฉพาะจุดไปเป็นแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลและผู้บริโภคจึงอาจต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าและการค้าทางทะเลเป็นหลักจะมีความเปราะบางมากกว่าเดิม