บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดที่ลงนามเมื่อ 17 มิถุนายน 2026 สร้างช่วงเจรจา 60 วัน แต่เป็นเพียงการพักรบชั่วคราว ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่แก้ปัญหาหลักได้ทั้งหมด [45][51][52] อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี แต่งตั้งโมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ให้เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และแต...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Iran, under Supreme Leader Mojtaba Khamenei, use the June memorandum of understanding and ensuing ceasefire with Washington to secre. Article summary: The available evidence supports a picture of Iran using the June framework as a pause for consolidation, coercive leverage, and parallel diplomacy—not proof of a single, secretly coordinated master plan. The most importa. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในเดือนมิถุนายนไม่ได้เปลี่ยนสงครามให้กลายเป็นสันติภาพอย่างมั่นคง หากเป็นเพียงกรอบชั่วคราวที่เลื่อนข้อพิพาทที่ยากที่สุดออกไป ทั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเตรียมพร้อมสำหรับระยะต่อไปของความขัดแย้ง
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนข้อสรุปอย่างระมัดระวังว่า อิหร่านใช้ช่วงหยุดยิงเพื่อรวบอำนาจทางการเมืองและฟื้นโครงสร้างทางทหาร พร้อมกับเดินหน้าการทูตไปด้วย แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุโจมตีทุกครั้งในภูมิภาคถูกสั่งการจากเตหะรานภายใต้แผนลับเดียวกัน
บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ประกาศยุติสงครามและกำหนดช่วงเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาเพิ่มเติม โดยมีแนวคิดให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำของข้อตกลงยังไม่ชัดเจนในประเด็นการนำไปปฏิบัติ ขณะที่ข้อพิพาทสำคัญหลายเรื่องถูกเลื่อนไปเจรจาในระยะต่อมา ความคลุมเครือนี้เปิดทางให้วอชิงตันและเตหะรานอธิบายข้อตกลงฉบับเดียวกันไปคนละทาง
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มองว่าการหยุดยิงและการเปิดเส้นทางเดินเรือเป็นก้าวแรกของการลดความตึงเครียด แต่อิหร่านยังมองว่าพันธกรณีเหล่านี้มีเงื่อนไข และต้องเชื่อมโยงกับข้อแลกเปลี่ยนที่กว้างกว่านั้น
หลักฐานสาธารณะที่ชัดเจนที่สุดปรากฏในเดือนสิงหาคม เมื่อผู้นำสูงสุดโมจตาบา คาเมเนอี แต่งตั้งโมห์เซน เรซาอี เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และเป็นตัวแทนของผู้นำสูงสุดในสภาดังกล่าว เรซาอีเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และเข้ามาแทนโมฮัมหมัด บาแกร์ โซลกอดร์ ในองค์กรที่มีหน้าที่ประสานงานด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ
วันถัดมา คาเมเนอีแต่งตั้งผู้บัญชาการระดับสูงอีก 6 คนในกองทัพประจำการ IRGC และกองกำลังบาซิจ โดยพลตรีอาลี อับโดลลาฮี ได้รับตำแหน่งเสนาธิการกองทัพ ขณะที่อาหมัด วาฮิดี ได้รับการยืนยันให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของ IRGC
ผู้นำกองทัพอิหร่านยังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการรวมเสนาธิการกองทัพเข้ากับกองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการร่วมด้านปฏิบัติการที่สำคัญของประเทศ สถาบันเพื่อการศึกษาสงครามระบุว่า การปรับโครงสร้างนี้สะท้อนบทเรียนจากความขัดแย้งในปี 2025 และ 2026
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงให้เห็นการสร้างระบบบัญชาการในภาวะสงครามขึ้นใหม่ และอาจช่วยรวมอำนาจไว้ที่โมจตาบา คาเมเนอีมากขึ้น แต่ข้อกล่าวหาว่าการปรับโครงสร้างทั้งหมดดำเนินการอย่างลับ ๆ หรือเป็นไปตามแผนเดียวที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์ ยังเกินกว่าที่หลักฐานสาธารณะจะยืนยันได้
ตำแหน่งสำคัญถูกมอบให้แก่บุคคลที่มีประสบการณ์ใน IRGC และผู้มีประวัติในช่วงสงคราม นักวิเคราะห์มองว่าโครงสร้างใหม่นี้ผสานทั้งการควบคุมความมั่นคงภายใน การยับยั้งทางทหาร ทางเลือกในการรุก และแรงกดดันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
เจ้าหน้าที่อิหร่านและสื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐยังเริ่มพูดถึงการเปลี่ยนไปสู่ “หลักนิยมเชิงรุก” ซึ่งรวมถึงความสามารถในการปฏิบัติการนอกพรมแดน ถ้อยแถลงนี้เป็นหลักฐานว่าอิหร่านประกาศจุดยืนแข็งกร้าวขึ้น แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าปฏิบัติการเฉพาะเจาะจงในอนาคตถูกวางแผนไว้แล้ว
ถึงกระนั้น ภาพรวมก็ชัดเจนว่าเตหะรานกำลังสร้างความทนทานและอำนาจต่อรองขึ้นใหม่ ไม่ได้รื้อถอนกลไกสงครามเพื่อรอข้อตกลงระยะสั้น
ช่วงพักรบถูกกระทบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากปฏิบัติการทางทหาร ในเดือนกรกฎาคม อิหร่านระบุว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน หลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชายฝั่งทางใต้และภาคตะวันออกของอิหร่าน การโจมตีดังกล่าวทำให้การหยุดยิงเสื่อมความน่าเชื่อถือลงไปอีก
ในเดือนสิงหาคม สหรัฐฯ และกลุ่มฮูษีที่มีความสัมพันธ์กับอิหร่านต่างรายงานเหตุโจมตีเรือสินค้าอีกครั้ง ขณะที่การเจรจาเผชิญทางตัน การรายงานข่าวเชื่อมโยงเหตุเหล่านี้เข้ากับแคมเปญกดดันโดยรวม แต่ยังไม่แสดงหลักฐานว่าเตหะรานเป็นผู้สั่งการเหตุการณ์แต่ละเหตุโดยตรง
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ อิหร่านใช้แรงกดดันทางทหารและทางทะเลในภูมิภาคเป็นเครื่องต่อรองอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลสาธารณะยังไม่เพียงพอที่จะระบุว่ากิจกรรมทั้งหมดของกลุ่มพันธมิตรเกิดจากการประสานงานโดยตรงของอิหร่าน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดขัดแย้งหลัก วอชิงตันเรียกร้องให้อิหร่านประกาศต่อสาธารณะว่าจะยุติการโจมตีเรือ เปิดทุกช่องทางเดินเรือ และไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง ขณะที่อิหร่านปฏิเสธที่จะสละการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้
ภายในเดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าช่องแคบจะยังคงปิดอยู่ หากวอชิงตันไม่ยอมรับเงื่อนไข ซึ่งรวมถึงการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดและการยุติความขัดแย้งในภูมิภาค เตหะรานยังระบุว่าจะไม่หารือเรื่องการขยายเวลาหยุดยิง หากสหรัฐฯ ไม่กลับเข้าสู่กรอบข้อตกลงชั่วคราวและกำหนดกรอบเวลาปฏิบัติตามพันธกรณีของตน
ด้วยเหตุนี้ การเปิดเส้นทางเดินเรือจึงมีความหมายมากกว่าข้อกำหนดด้านการหยุดยิง สำหรับวอชิงตัน การเปิดฮอร์มุซเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่จับต้องได้ แต่สำหรับเตหะราน ช่องแคบแห่งนี้คือแต้มต่อที่สามารถแลกกับข้อผ่อนปรนทางเศรษฐกิจและการเมือง
วอชิงตันดูเหมือนมองบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นสะพานไปสู่ข้อตกลงที่กว้างขึ้น ได้แก่ หยุดการโจมตี เปิดเส้นทางเดินเรือ และใช้ช่วงเจรจาแก้ไขข้อพิพาทที่เหลือ
แต่อิหร่านมองช่วงเวลาเดียวกันเป็นการพักรบภายใต้ภาวะสงคราม ซึ่งเปิดโอกาสให้ฟื้นความสามารถในการบัญชาการ รักษาทางเลือกในการยกระดับความขัดแย้ง และเจรจาต่อรองโดยไม่ต้องยอมทิ้งแต้มต่อทางภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุด
ผลลัพธ์จึงเป็นนโยบายสองแนวทาง ไม่ใช่กระบวนการสันติภาพแบบปกติ อิหร่านปรับโครงสร้างสถาบันทหารและความมั่นคงไปพร้อมกับรักษาช่องทางการทูต ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องฮอร์มุซ การคว่ำบาตร ความขัดแย้งในภูมิภาค และโครงการนิวเคลียร์ยังไม่คลี่คลาย
ข้อสรุปที่หนักแน่นที่สุดจึงไม่ใช่การกล่าวว่าเตหะรานสั่งการทุกเหตุการณ์อย่างลับ ๆ แต่คืออิหร่านใช้การทูตและแรงกดดันทางทหารไปพร้อมกัน ขณะเตรียมรับมือกับความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อนานกว่าที่วอชิงตันคาดไว้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดที่ลงนามเมื่อ 17 มิถุนายน 2026 สร้างช่วงเจรจา 60 วัน แต่เป็นเพียงการพักรบชั่วคราว ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่แก้ปัญหาหลักได้ทั้งหมด [45][51][52]
บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดที่ลงนามเมื่อ 17 มิถุนายน 2026 สร้างช่วงเจรจา 60 วัน แต่เป็นเพียงการพักรบชั่วคราว ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่แก้ปัญหาหลักได้ทั้งหมด [45][51][52] อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี แต่งตั้งโมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ให้เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารระดับสูงอีก 6 คนเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม [17][21]...
อิหร่านสั่งเดินหน้ารวมโครงสร้างเสนาธิการกองทัพเข้ากับกองบัญชาการกลางคาตัม อัล อันบิยา สะท้อนการสร้างระบบบัญชาการใหม่จากบทเรียนในสงครามปี 2025 และ 2026 [20][54]