มีรายงานว่าน้ำมันดิบมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวันยังถูกลำเลียงผ่านเครือข่ายเรือและการถ่ายน้ำมันแบบลับ ๆ แม้จะต่ำกว่าราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านฮอร์มุซก่อนสงครามอย่างมาก [5][6][12][39] เรือบรรทุกน้ำมันจากประเทศผู้ส่งออกในอ่าวเปอร์เซียปิดระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติ หรือ AIS ขณะข้ามช่องแคบในช่วงทัศนวิสัยต่ำ ก่อนถ่ายส...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are Middle Eastern oil producers—particularly the UAE, Iraq, Qatar, and Kuwait—using a covert “dark fleet” of tankers with disabled tran. Article summary: A clandestine shuttle system appears to be preventing a complete loss of Gulf oil: tankers switch off AIS transponders, make low-visibility Hormuz crossings, and transfer cargoes to larger vessels off Oman. The reported . Topic tags: general, news, general web, education, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, c
เครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินเรือแบบ “ล่องหน” กำลังทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ชั่วคราวของตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ
เรือที่บรรทุกน้ำมันดิบจากผู้ส่งออกอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก กาตาร์ และคูเวต มีรายงานว่าปิดระบบติดตามเรือ AIS ขณะข้ามช่องแคบในช่วงกลางคืนหรือสภาพทัศนวิสัยต่ำ จากนั้นจึงถ่ายน้ำมันลงเรือขนาดใหญ่กว่าในอ่าวโอมาน เพื่อเดินทางต่อไปยังตลาดต่างประเทศ
ปริมาณที่ไหลผ่านเครือข่ายนี้มีรายงานว่ามากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากพอจะลดความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง แต่ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงคราม
รูปแบบนี้มีลักษณะคล้ายการขนส่งแบบรับส่งต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นเส้นทางส่งออกตามปกติ
ภาพถ่ายดาวเทียมพบการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ 12 ครั้งตามแนวชายฝั่งโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม หลักฐานดังกล่าวบ่งชี้ว่ายังมีเรือบางส่วนข้ามฮอร์มุซโดยไม่เปิดเผยตำแหน่ง แม้จำนวนเรือที่ติดตามได้แบบเปิดเผยจะลดลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าช่องแคบกลับมาเปิดใช้งานในเชิงพาณิชย์ตามปกติ ข้อมูลของ Kpler ที่ BBC อ้างระบุว่า ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมมีเรือผ่านช่องแคบเพียง 8–11 ลำต่อวัน เทียบกับมากกว่า 100 ลำต่อวันก่อนสงคราม ขณะที่ CNN รายงานว่าในหนึ่งสัปดาห์มีเรือผ่านทั้งหมด 84 ลำ หรือราว 20% ของระดับที่คาดว่าจะมีหากไม่มีความขัดแย้ง
การขนส่งแบบลับ ๆ ช่วยรักษา “วาล์ว” ของอุปทานไว้ในช่วงที่การเดินเรืออย่างเปิดเผยแทบหยุดนิ่ง น้ำมันที่ยังออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ช่วยลดการขาดแคลนในระยะสั้น ขณะเดียวกัน สัญญาณว่ามีน้ำมันไหลออกจากภูมิภาคอยู่บ้างก็อาจลดการกักตุนและค่าความเสี่ยงในตลาดน้ำมันได้
รายงานหลายฉบับระบุว่าการขนส่งเหล่านี้ช่วยจำกัดแรงพุ่งขึ้นของราคา แม้ข้อมูลที่มีอยู่จะยังไม่สามารถยืนยันช่วงราคาน้ำมัน Brent ที่แน่นอนได้ หรือพิสูจน์ว่าการค้าแบบลับเพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนดราคา
ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกคำว่า ช่วยพยุงอุปทาน ออกจาก ทำให้อุปทานปลอดภัย ปริมาณมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวันถือว่ามีนัยสำคัญ แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนสงครามมาก หากพื้นที่ถ่ายน้ำมันถูกโจมตี ลูกเรือหรือเจ้าของเรือถอนตัวเพิ่มขึ้น หรือเรือที่เดินทางโดยไม่เปิดเผยตำแหน่งถูกโจมตีสำเร็จ ปริมาณที่เหลืออยู่อาจหายไปอย่างรวดเร็ว
การประเมินปริมาณที่แท้จริงทำได้ยาก เพราะเรือที่ปิด AIS แทบไม่ส่งข้อมูลเส้นทาง นักวิเคราะห์อาจตรวจไม่พบเรือบางลำ และน้ำมันล็อตเดียวกันอาจถูกนับซ้ำเมื่อมีการบันทึกทั้งก่อนและหลังการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ
ตัวเลขที่มีการรายงาน ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้ไม่สามารถนำมาเทียบกันตรง ๆ ได้ทั้งหมด เพราะบางตัวนับเฉพาะน้ำมันดิบ บางตัวรวมผลิตภัณฑ์น้ำมัน อีกทั้งช่วงเวลาหรือเส้นทางที่ใช้คำนวณอาจแตกต่างกัน ข้อสรุปที่ระมัดระวังที่สุดคือ มีน้ำมันปริมาณมากพอสมควรออกจากภูมิภาคจริง แต่ยังไม่ควรถือว่าตัวเลขใดเป็นยอดแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำ
รายงานการโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC หรือบริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจดูขัดแย้งกัน หากไม่แยกวันที่และวิธีนับ
Reuters รายงานว่าเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC หนึ่งลำถูกโจมตีเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่าเรือ ADNOC สองลำถูกโจมตีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม และรายงานวันที่ 14 สิงหาคมกล่าวถึงการโจมตีเรือ ADNOC อีกหนึ่งลำ
ตัวเลขดังกล่าวไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับแถลงการณ์ภาพรวมของ ADNOC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งระบุว่าเรือของบริษัท 15 ลำถูกโจมตีนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดยในจำนวนนั้นมี 3 ลำที่ถูกโจมตีภายในสัปดาห์เดียวกัน ก่อนหน้านั้น เรือบรรทุกน้ำมันของเอมิเรตส์สองลำ คือ Mombasa B และ Al Bahyah ถูกยิงจนมีลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บ 8 คน
ดังนั้น ความแตกต่างส่วนใหญ่เกิดจาก ช่วงเวลาที่นับ และ ขอบเขตของคำว่าเรือ ADNOC รายงานบางฉบับกล่าวถึงเหตุการณ์ใหม่เพียงครั้งเดียว ขณะที่ตัวเลขสะสมของ ADNOC ครอบคลุมตลอดช่วงความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้คำต่างกัน เช่น เรือที่ ADNOC เป็นเจ้าของ เรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC หรือเรือที่ถูกเล็งเป้า จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกันโดยไม่ตรวจสอบนิยาม
การเดินเรือโดยไม่เปิดเผยตำแหน่งเพิ่มความเสี่ยงในเส้นทางที่อันตรายอยู่แล้ว เรือที่ไม่ส่งสัญญาณตำแหน่งจะถูกระบุได้ยากขึ้นโดยเรือลำอื่น กองกำลังทางเรือ และหน่วยกู้ภัย การข้ามช่องแคบในเวลากลางคืนและการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือยังเพิ่มความเสี่ยงจากการเดินเรือผิดพลาด การชน ไฟไหม้ และการช่วยเหลือฉุกเฉิน
เรือเหล่านี้ยังเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของเอมิเรตส์สองลำในเดือนกรกฎาคมทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บ 8 คน ต่อมาเรือ LNG ของกาตาร์ได้รับความเสียหายใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟไหม้ในห้องเครื่องทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการระเบิด ก่อนที่ลูกเรือจะถูกอพยพ
สำหรับเจ้าของเรือ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเสียหายทางกายภาพ วิกฤติครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนเส้นทาง ความล่าช้า สินค้าที่อยู่ในความเสี่ยง และปัญหาประกันภัยอย่างหนัก โดย Brookings ระบุว่าประกันภัยสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบมีราคาแพงจนเกินรับไหวหรือหาไม่ได้ และคนประจำเรือจำนวนมากไม่ต้องการเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บางส่วนผ่านท่อ Abu Dhabi Crude Oil Pipeline ซึ่งเชื่อมแหล่งผลิตภายในประเทศกับท่าเรือฟูไจราห์นอกช่องแคบ ท่อดังกล่าวมีความสามารถใช้งานในปัจจุบันใกล้ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ UAE ยังคงส่งออกผ่านเส้นทางนี้ได้ราวระดับดังกล่าว หรือประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิตก่อนสงคราม แม้ฟูไจราห์จะได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน
UAE กำลังเร่งโครงการท่อ West–East ใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการส่งออกผ่านฟูไจราห์เป็นสองเท่า แต่คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2027 ไม่ใช่ในทันที โครงการมูลค่าราว 3,000 ล้านดอลลาร์จึงไม่สามารถปิดช่องว่างอุปทานในปัจจุบันได้
ท่อ East–West หรือ Petroline ของซาอุดีอาระเบียสามารถลำเลียงน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตทางตะวันออกไปยังเมืองยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง Reuters รายงานว่าท่อมีความสามารถตามป้ายกำลังการผลิตสูงสุด 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การส่งออกที่ทำได้จริงประเมินไว้ราว 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือและท่าเทียบเรือ
ความสามารถดังกล่าวจึงไม่ใช่กำลังสำรองที่พร้อมทดแทนการขนส่งผ่านฮอร์มุซทั้งหมดในทันที ยังต้องพึ่งพาท่อส่ง คลังเก็บน้ำมัน ท่าเรือ เรือ ความปลอดภัย และชนิดของน้ำมันดิบที่สามารถลำเลียงได้ ที่สำคัญ Petroline ไม่สามารถรับน้ำมันส่งออกที่มีต้นทางจากคูเวต กาตาร์ อิรัก หรือ UAE ได้โดยตรง
ท่อน้ำมันไม่สามารถแก้ปัญหาการส่งออก LNG ของกาตาร์ได้ ก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ต้องเดินทางไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศทางทะเล จึงยังเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกับเรือสินค้าอื่น ๆ Reuters รายงานว่าเรือ LNG ของกาตาร์ Al Rekayyat ติดค้างอยู่นอกชายฝั่งโอมาน หลังการโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ในห้องเครื่องและเสี่ยงต่อการระเบิด
นอกจากนี้ QatarEnergy ระบุว่าการโจมตีของอิหร่านทำให้โรงงานผลิต LNG ของกาตาร์ 2 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง และโรงงานแปรสภาพก๊าซเป็นของเหลว 1 แห่งได้รับความเสียหาย ส่งผลให้กำลังส่งออก LNG หายไปประมาณ 17% ความเสียหายนี้ไม่สามารถชดเชยได้ทันทีด้วยการเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันผ่านท่อ
คลังน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์และคลังเชิงพาณิชย์ของจีนอาจเป็นตัวกำหนดว่าผลกระทบจากการหยุดชะงักจะส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันโลกเร็วเพียงใด หากบริษัทจีนหรือรัฐบาลจีนดึงน้ำมันจากคลังออกมาใช้ ก็อาจลดการแข่งขันแย่งซื้อน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลในระยะสั้น
แต่หากจีนกลับเร่งสะสมคลังหรือแข่งขันซื้อสินค้าที่เหลืออยู่อย่างเข้มข้น แรงกดดันต่อตลาดก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถระบุขนาดของน้ำมันสำรองที่นำมาใช้ได้จริง ความพร้อมในการปล่อยน้ำมัน หรือแนวนโยบายของจีนได้ จีนจึงเป็น “ความไม่แน่นอนสำคัญ” มากกว่าจะเป็นแหล่งช่วยเหลือที่รับประกันได้
เครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันแบบล่องหนทำให้เห็นว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้มีเพียงสถานะ “เปิด” หรือ “ปิด” อย่างใดอย่างหนึ่ง น้ำมันบางส่วนยังไหลผ่านช่องทางที่ถูกจำกัดอย่างหนักและตรวจวัดได้ยาก โดยอาศัยการข้ามช่องแคบที่มีความเสี่ยงและการถ่ายน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน
แต่ระบบนี้ขึ้นอยู่กับเรือที่ยอมเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงสูง ลูกเรือที่ยอมปฏิบัติงาน เจ้าของเรือและบริษัทประกันที่ยังรับความเสี่ยง รวมถึงจุดถ่ายน้ำมันที่ยังเข้าถึงได้ ตัวเลขการไหลที่มีรายงานตั้งแต่ประมาณ 3 ล้านถึง 9 ล้านบาร์เรลต่อวันทำให้ตลาดเห็นทิศทางของอุปทานได้ชัดกว่าขนาดที่แท้จริง
ในเวลานี้ การขนส่งแบบลับ ๆ กำลังช่วยบรรเทาแรงกระแทก แต่ยังไม่ได้ทำให้แหล่งพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียปลอดภัย หากเกิดการโจมตีจุดถ่ายน้ำมัน เรือหยุดเดินทางแบบล่องหน ประกันภัยเข้มงวดขึ้น ลูกเรือขาดแคลน หรือจีนเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อและสะสมคลัง ภาวะขาดแคลนที่ยังพอควบคุมได้อาจกลายเป็นวิกฤติน้ำมันและ LNG ที่รุนแรงกว่านี้อย่างรวดเร็ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
มีรายงานว่าน้ำมันดิบมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวันยังถูกลำเลียงผ่านเครือข่ายเรือและการถ่ายน้ำมันแบบลับ ๆ แม้จะต่ำกว่าราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านฮอร์มุซก่อนสงครามอย่างมาก [5][6][12][39]
มีรายงานว่าน้ำมันดิบมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวันยังถูกลำเลียงผ่านเครือข่ายเรือและการถ่ายน้ำมันแบบลับ ๆ แม้จะต่ำกว่าราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านฮอร์มุซก่อนสงครามอย่างมาก [5][6][12][39] เรือบรรทุกน้ำมันจากประเทศผู้ส่งออกในอ่าวเปอร์เซียปิดระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติ หรือ AIS ขณะข้ามช่องแคบในช่วงทัศนวิสัยต่ำ ก่อนถ่ายสินค้าให้เรือขนาดใหญ่กว่าในอ่าวโอมาน โดยภาพถ่ายดาวเทียมพบการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ 12 ครั้ง...
ตัวเลขปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านยังแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ประมาณ 3 ล้านถึงเกือบ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่เส้นทางท่อของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียช่วยทดแทนได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถแก้ปัญหาการส่งออก LNG ของกาตาร...