คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key economic, agricultural, and infrastructural impacts of the prolonged heatwaves and drought across Europe this summer, inclu. Article summary: Europe’s heatwaves and drought are creating a compound economic shock: lost labour productivity and harvests, impaired transport and industrial supply chains, disrupted electricity generation, higher energy costs, and su. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
ฤดูร้อนปี 2026 กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของยุโรป เมื่อคลื่นความร้อนต่อเนื่องและฝนที่ตกน้อยทำให้เกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่ผลิตภาพแรงงานและผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง การขนส่งและห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสะดุด การผลิตไฟฟ้าถูกจำกัด ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ไปจนถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็น การประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่บัญชีความเสียหายฉบับสุดท้าย แต่ขนาดของความเสียหายบ่งชี้ว่า ผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงอาจกลืนกินการเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดของสหภาพยุโรปในปีนี้
ในฝรั่งเศส มงซิเออร์ โมนิก บาร์บูต์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม อ้างการประเมินของสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) ว่า คลื่นความร้อนในช่วงฤดูร้อนอาจก่อให้เกิดต้นทุนทางตรงและทางอ้อมราว 1–1.5 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าความเสียหายจากภัยแล้งในปี 2022 ซึ่งอยู่ที่ 5.6 พันล้านยูโรอย่างชัดเจน โดยบาร์บูต์ระบุว่า สถานการณ์ปี 2026 มีทั้งคลื่นความร้อนที่ยาวนานและรุนแรงกว่า ไฟป่าที่ขยายวงกว้างขึ้น และผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงมากกว่าเดิม
ในระดับสหภาพยุโรป ธนาคารดัตช์ Triodos ประเมินว่า ความเสียหายจากสภาพอากาศร้อนจัดอาจทำให้ GDP ของ EU ลดลงประมาณ 1% หรือคิดเป็นเงินราว 1.8 แสนล้านยูโร การวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคมระบุว่า ผลกระทบส่วนใหญ่เกิดจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลง ซึ่งอาจฉุด GDP ลง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรอาจลดลง 3–7%
ฝรั่งเศสถูกคาดหมายว่าจะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยอาจสูญเสียการเติบโต 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้เศรษฐกิจหดตัว 0.6% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของ Triodos เป็นแบบจำลองประเมิน ไม่ใช่ยอดความเสียหายอย่างเป็นทางการของ EU
ในเดือนสิงหาคม แม่น้ำสายสำคัญ 4 แห่งของยุโรป ได้แก่ ไรน์ ดานูบ ลัวร์ และโป มีระดับน้ำต่ำเป็นประวัติการณ์หรือใกล้เคียงระดับต่ำสุด ตามข้อมูลของโครงการโคเปอร์นิคัส ซึ่งเป็นโครงการสังเกตการณ์โลกของสหภาพยุโรป
ที่จุดคอขวดสำคัญของแม่น้ำไรน์ใกล้เมืองเคาบ์ ประเทศเยอรมนี ระดับน้ำลดลงต่ำกว่า 25 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 150 ปี เรือบรรทุกสินค้าจึงต้องลดน้ำหนักบรรทุกเหลือเพียงประมาณหนึ่งในห้าของปกติ
ผลกระทบลามเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยตรง Thyssenkrupp ผู้ผลิตเหล็กของเยอรมนีต้องลดการผลิตเหล็กร้อนที่โรงงานในเมืองดุยส์บวร์ก หลังระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ที่ลดลงทำให้การส่งมอบวัตถุดิบสะดุด สินค้าบางส่วนต้องเปลี่ยนไปขนส่งทางราง ส่งผลให้ค่าระวางสูงขึ้นและการส่งมอบถ่านหิน แร่ และวัตถุดิบอุตสาหกรรมล่าช้า
แม่น้ำดานูบได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน ระดับน้ำที่เมืองปักส์ ประเทศฮังการี อยู่ที่ลบ 123 เซนติเมตรเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ต่ำกว่าสถิติเดิมที่ลบ 98 เซนติเมตรในปี 2018 เรือไม่สามารถบรรทุกสินค้าได้เต็มความจุ และเกิดการรอคอยเป็นเวลานาน กระทบเส้นทางการค้าจากสโลวาเกียและฮังการีไปยังโรมาเนียและบัลแกเรีย
ภัยแล้งเปิดโปงจุดเปราะบางสำคัญของระบบพลังงานยุโรป นั่นคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนมากต้องใช้น้ำจากแม่น้ำเพื่อหล่อเย็น และเมื่อระดับน้ำลดลงพร้อมกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น โรงไฟฟ้าก็ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังอย่างปลอดภัย
กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปักส์ของฮังการี ซึ่งโดยปกติผลิตไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มักยาร์เตือนว่า โรงไฟฟ้าอาจต้องหยุดเดินเครื่องทั้งหมดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 44 ปี
ภายในวันที่ 2 สิงหาคม โรงไฟฟ้าขนาด 2,000 เมกะวัตต์แห่งนี้เดินเครื่องที่ระดับมากกว่า 10% เพียงเล็กน้อย และเหลือกังหันที่ทำงานอยู่เพียง 1 จากทั้งหมด 8 ตัว แม้ต่อมาระดับน้ำในดานูบจะเพิ่มขึ้นชั่วคราวและช่วยให้กำลังผลิตฟื้นกลับมาอยู่ที่ 25% ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่วิกฤตดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเดิมอาจไม่พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
โรมาเนียก็ต้องตัดโรงปฏิกรณ์ที่ยังเดินเครื่องอยู่ออกจากระบบไฟฟ้าในช่วงต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศ ส่วนฝรั่งเศส ซึ่งผลิตไฟฟ้าราวสองในสามจากพลังงานนิวเคลียร์ ก็ต้องลดกำลังผลิตบางส่วน เพราะแม่น้ำไม่สามารถจัดหาน้ำหล่อเย็นได้เพียงพอ
โดยรวมแล้ว โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์มากกว่าครึ่งโหลในยุโรปต้องหยุดเดินเครื่องหรือลดกำลังผลิตจากปัญหาการหล่อเย็น
ราคาก๊าซธรรมชาติยุโรปอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วจากแรงกระแทกด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน แต่การหยุดชะงักของโรงไฟฟ้าจากภัยแล้งยิ่งเพิ่มแรงกดดัน
เมื่อพลังงานน้ำและพลังงานนิวเคลียร์ผลิตได้น้อยลง ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังผลิต ทำให้ระบบพลังงานมีความเสี่ยงต่อทั้งราคาที่สูงและปัญหาด้านอุปทาน ฮังการีประกาศภาวะเฝ้าระวังระดับประเทศตลอดเดือนสิงหาคม เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าลดลงจากภัยแล้งและปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ลดต่ำ โดยเฉพาะแม่น้ำดานูบ
อากาศร้อนจัด การจำกัดการใช้น้ำ ดินที่แห้งแล้ง และความเสียหายจากไฟป่า ล้วนกดดันผลผลิตพืชและประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ในหลายพื้นที่ของยุโรป ศูนย์วิจัยร่วมของสหภาพยุโรป (JRC) ระบุว่า ภัยแล้งเลวร้ายลงตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม จนแม่น้ำสายหลักลดลงสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ และไฟป่าทวีความรุนแรง
หน่วยงาน Energy and Climate Intelligence Unit ประเมินว่า คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนเพียงระลอกเดียวอาจลดมูลค่าผลผลิตธัญพืชของยุโรปลงประมาณ 2 พันล้านยูโร โดยฝรั่งเศสและฮังการีคิดเป็นเกือบสามในสี่ของความเสียหายที่ประเมินไว้ คาดว่าธัญพืชราว 9 ล้านตันอาจสูญเสียไปทั่วทวีป
เกษตรกรต้องเผชิญกับสภาพดินที่แห้งที่สุดระดับหนึ่งเท่าที่เคยบันทึกไว้ หลายประเทศจึงออกมาตรการฉุกเฉินจำกัดการใช้น้ำ รวมถึงการห้ามใช้สายยางในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอังกฤษตอนใต้
ต้นทุนที่ร้ายแรงที่สุดคือชีวิตมนุษย์ ข้อมูลจาก EuroMOMO เครือข่ายติดตามการเสียชีวิตส่วนเกินที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) และองค์การอนามัยโลก ระบุว่า คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนมิถุนายนทำให้เกิดผู้เสียชีวิตเกินปกติมากกว่า 10,000 ราย โดยมากกว่า 9,000 รายเป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
ฝรั่งเศสประเทศเดียวมีผู้เสียชีวิตเกินปกติอย่างน้อย 5,764 รายในช่วงดังกล่าว เมื่อเข้าสู่ต้นเดือนสิงหาคม ตัวเลขสะสมในหลายประเทศถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเยอรมนีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 11,900 รายจนถึงเดือนกรกฎาคม ฝรั่งเศสมากกว่า 5,700 ราย และสเปน 3,001 ราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรวมตลอดฤดูร้อนยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากการประเมินการเสียชีวิตจากความร้อนมีความล่าช้าและใช้วิธีการแตกต่างกันในแต่ละประเทศ องค์การอนามัยโลกยังเตือนว่า ยุโรปอาจเผชิญช่วงเวลาที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก หากคลื่นความร้อนระลอกใหม่ยังคงเกิดขึ้น
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นยุโรปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในช่วงเวลาเดียวกับที่เศรษฐกิจจริงกำลังเผชิญความเสียหายจากคลื่นความร้อน นักวิเคราะห์บางรายมองว่านี่เป็นภาวะที่ตลาด “ปฏิเสธ” หรือให้น้ำหนักกับความเสี่ยงภูมิอากาศต่ำเกินไป
ฟลอเรียน อีลโป หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของธนาคาร Lombard Odier ในสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการแข็งแกร่งมาก ขณะที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและสถานการณ์อิหร่านมากกว่า ทำให้ภาวะโลกร้อนถูกมองเป็นประเด็นรอง
Reuters อธิบายว่า ดัชนีหุ้นสะท้อนการคาดการณ์กำไรในอนาคต อัตราดอกเบี้ย สัดส่วนของแต่ละอุตสาหกรรมในตลาด และกระแสเงินทุนทั่วโลก ไม่ได้สะท้อนการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพจากภูมิอากาศเรื้อรังอย่างครบถ้วน
พูดอีกอย่างคือ ตลาดอาจกำลังให้ราคากับกำไรระยะสั้นและประเด็นพลังงานหรือภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าความเสียหายที่สะสมต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาหาร ผลิตภาพแรงงาน และธุรกิจประกันภัย อย่างไรก็ดี มีสัญญาณว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น โดยปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อิงสภาพอากาศเฉพาะยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ในปี 2026 ขณะที่ปริมาณการซื้อขายผลิตภัณฑ์สภาพอากาศโดยรวมเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
คลื่นความร้อนและภัยแล้งยุโรปปี 2026 ทำให้เห็นชัดว่า ภัยแล้งได้กลายเป็นข้อจำกัดข้ามภาคส่วน ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อการเกษตรอีกต่อไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สุขภาพประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่พึ่งพาระดับน้ำในแม่น้ำ ห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาแม่น้ำไรน์ และผลิตภาพแรงงานที่ลดลงเมื่ออากาศร้อนจัด ล้วนชี้ไปยังความจริงใหม่ของเศรษฐกิจยุโรป นั่นคือ ต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคตอีกแล้ว แต่กำลังปรากฏอยู่ในบัญชีต้นทุนของปี 2026 และตัวเลขสุดท้ายอาจยังสูงขึ้นอีก
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ธนาคาร Triodos ประเมินว่าคลื่นความร้อนและภัยแล้งอาจลด GDP ของสหภาพยุโรปราว 1% หรือคิดเป็นความเสียหายประมาณ 1.8 แสนล้านยูโร โดยแรงงานที่ทำงานได้ลดลงและผลผลิตเกษตรที่หดตัวเป็นปัจจัยหลัก [17][21]
ธนาคาร Triodos ประเมินว่าคลื่นความร้อนและภัยแล้งอาจลด GDP ของสหภาพยุโรปราว 1% หรือคิดเป็นความเสียหายประมาณ 1.8 แสนล้านยูโร โดยแรงงานที่ทำงานได้ลดลงและผลผลิตเกษตรที่หดตัวเป็นปัจจัยหลัก [17][21] ฝรั่งเศสอาจมีต้นทุนทางตรงและทางอ้อมจากคลื่นความร้อนสูงถึง 1–1.5 หมื่นล้านยูโร ขณะที่แม่น้ำไรน์และดานูบที่แห้งขอดทำให้การขนส่งสะดุด โรงงานเหล็ก Thyssenkrupp ลดการผลิต และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่งต้องลดกำลังผลิต [4][8]...
คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนมิถุนายนเชื่อมโยงกับผู้เสียชีวิตเกิน 10,000 ราย ส่วนตลาดหุ้นยุโรปกลับทำสถิติสูงสุด สะท้อนช่องว่างระหว่างความเสี่ยงด้านภูมิอากาศระยะยาวกับสิ่งที่ตลาดการเงินกำลังให้น้ำหนัก [19][47][48]