เซเนกัล — ความเสี่ยงทางการคลังของเซเนกัลรุนแรงมาก:
เคนย่า — ค่าใช้จ่ายของเคนย่าก็สูงไม่แพ้กัน:
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แต่ยังเผยให้เห็นจุดอ่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจแอฟริกาอีกด้วย
การพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและปริมาณสำรองต่ำอย่างเฉียบพลัน เคนย่า import น้ำมันทั้งหมดจากตะวันออกกลางและมีปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพียงประมาณ 20 วัน — มาตราการจำกัดการใช้ได้ถูกนำมาใช้แล้ว ผู้ผลิตในเคนย่าประมาณ 78.6% รายงานว่าได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการขนส่งและค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น เซเนกัลก็พึ่งพาผลิตภัณฑ์ refined นำเข้าอย่างหนักเช่นกัน แอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่เพราะปริมาณน้ำมันดิบนำเข้า (เอเชียนำเข้ามากกว่า) แต่เป็นเพราะข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างในกำลังการกลั่น: ทวีปนี้ import ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงมาก และโรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดในการส่งออก
แรงกดดันทางการคลังมหาศาล ทั้งสองประเทศใช้เงินอุดหนุนน้ำมันเกินงบประมาณที่ตั้งไว้หลายเท่า ส่งผลให้เงินสำหรับใช้จ่ายด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานถูกเบียด รัฐมนตรีคลังเซเนกัลเตือนว่าเงินดอลลาร์พิเศษทุกดอลลาร์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ช่องว่างทางการคลังลึกขึ้น
ผลกระทบต่อราคาอาหารและค่าขนส่ง UNCTAD เตือนว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง เศรษฐกิจที่อ่อนแอยังคงเผชิญกับราคาอาหารและปุ๋ยที่สูงเป็นเวลานาน เพราะห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก — สัญญาขนส่งสินค้า เครือข่ายการขนส่ง และตลาดประกันภัย — ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับตลาดพลังงาน ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและกระจายอาหารทั่วทั้งภูมิภาค การเดินเรือผ่านช่องแคบต่อวันลดลงจากประมาณ 125 ลำเหลือเพียง 10 ลำในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงที่สุด คิดเป็นการลดลง 92%
เงินเฟ้อและความไม่สงบทางสังคม อัตราเงินเฟ้อของเคนย่าพุ่งถึง 6.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนน้ำมัน และการประท้วงเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก็เกิดขึ้นแล้ว ในกลางเดือนพฤษภาคม 2026 คนขับรถมินิบัส (matatu) จอดรถประท้วงการปรับขึ้นราคาอย่างหนัก การขึ้นราคาของเซเนกัลก็เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมเช่นกัน
ภาระหนี้และดุลการชำระเงิน UNCTAD ประมาณการว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 50% จะทำให้บิลนำเข้าน้ำมันสุทธิของ 65 ประเทศที่เปราะบางเพิ่มขึ้นประมาณ 20,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดย 16,100 ล้านดอลลาร์ตกอยู่กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และ 4,300 ล้านดอลลาร์ตกอยู่กับรัฐหมู่เกาะขนาดเล็กที่กำลังพัฒนา ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากขึ้น ค่าเงินอ่อนค่า และเพิ่มความยากจนให้กับประชากรเกือบพันล้านคน
สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำถึงการพึ่งพาน้ำมัน refined นำเข้าของแอฟริกาเกือบทั้งหมด และการขาดกำลังการกลั่นในประเทศ ทำให้เกิดคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว รายงานแนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารโลกประจำเดือนเมษายน 2026 คาดการณ์ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 16% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 โดยมีสาเหตุจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบลูกโซ่ต่อตลาดพลังงาน ปุ๋ย และโลหะ ดังที่บทวิเคราะห์หนึ่งกล่าวไว้ วิกฤตครั้งนี้เปลี่ยนภ shock ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ไกลตัวให้กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของชาวแอฟริกันหลายล้านคน ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งที่สูงขึ้น อาหารที่แพงขึ้น และรัฐบาลที่ต้องเลือกว่าจะอุดหนุนน้ำมันหรือทิ้งอย่างอื่นไป