รัฐบาลอังกฤษชี้แจงอย่างชัดเจนว่าบทบาทของคณะทำงานคือ การนำ AI ไปใช้ (adoption) และ ไม่ใช่การออกกฎระเบียบ (rulemaking) หน้าที่หลักคือกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ AI โดยรวมของรัฐ ผลักดันเทคโนโลยีนี้เข้าสู่การบริการสาธารณะ และเชื่อมโยงงานดังกล่าวเข้ากับนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายอุตสาหกรรม เป้าหมายคือปลดล็อกการเติบโตและความมั่งคั่ง "ทั่วทั้งประเทศ" โดยรัฐมนตรีได้จำลองรูปแบบหน่วยงานนี้มาจาก คณะทำงานวัคซีน (Vaccines Taskforce) ที่ลอร์ด วัลแลนซ์เคยบริหารในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง
คณะทำงาน AI จะตั้งอยู่ภายใน สำนักงานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (Office for the Prime Minister and the Cabinet - OPMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยจะอยู่ร่วมกับสำนักเลขาธิการแห่งรัฐคนที่หนึ่ง (ตำแหน่งของหลุยส์ ไฮก์), สำนักนายกฯ เลขที่ 10 ถนนดาวนิง, สำนักนายกฯ เลขที่ 10 นอร์ธ และหน่วยงานหลักอื่นๆ ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ สถาบันความมั่นคงด้าน AI (AI Security Institute) ซึ่งเป็นหน่วยงานประเมินโมเดล AI แนวหน้าของรัฐบาล ก็ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักงานคณะรัฐมนตรีเคียงข้างคณะทำงานนี้ด้วย เพื่อรวมศูนย์การกำกับดูแล AI ไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน
การประกาศคณะทำงาน AI ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่นายกฯ เบิร์นแฮม ดำเนินการทันทีหลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 กรกฎาคม 2026
ยุบ DSIT. กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี (DSIT) ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของริชิ ซูนัก ในปี 2023 ถูกยุบเลิกในฐานะหน่วยงานอิสระ ความรับผิดชอบต่างๆ ถูกแบ่งออก: ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และธุรกิจ ถูกรวมเข้ากับกระทรวงธุรกิจและการค้าเดิม กลายเป็น กระทรวงธุรกิจ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และการค้า (BIST) ภายใต้การนำของโจนาธาน เรย์โนลด์ส ในขณะที่หน้าที่ด้านนโยบายดิจิทัลและเทคโนโลยีถูกย้ายไปยังกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อและการกีฬา (DCMS) ที่ขยายบทบาทขึ้นภายใต้การนำของลิซ่า แนนดี้
เลื่อนตำแหน่งคานิชกา นารายัน. ในวันเดียวกันนั้นเอง นารายัน ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง AI และความปลอดภัยออนไลน์ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีแห่งรัฐ (Minister of State) ฝ่าย AI ซึ่งเป็นตำแหน่งร่วมระหว่างสำนักงานคณะรัฐมนตรีและกระทรวง BIST พร้อมสิทธิ์เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี การเลื่อนตำแหน่งนี้ส่งสัญญาณว่านโยบาย AI ถูกมองว่าเป็นวาระสำคัญระดับประเทศที่ต้องบูรณาการข้ามหน่วยงาน (cross-government priority) เทียบเท่ากับความมั่นคงแห่งชาติหรือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ มิใช่เป็นเพียงเรื่องงานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกต่อไป
รวมศูนย์ AI ไว้ที่นายกรัฐมนตรี. การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้ดึงกลยุทธ์ AI ออกจากกระทรวงเดี่ยวๆ มาไว้ใต้การควบคุมโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยมีคณะทำงาน AI ชุดใหม่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน รัฐบาลกล่าวว่านี่คือการวาง AI ไว้ "ที่หัวใจของรัฐบาล" อย่างแท้จริง
รัฐบาลอังกฤษชี้แจงอย่างชัดเจนว่าบทบาทของคณะทำงานคือ การนำ AI ไปใช้ (adoption) และ ไม่ใช่การออกกฎระเบียบ (rulemaking) หน้าที่หลักคือกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ AI โดยรวมของรัฐ ผลักดันเทคโนโลยีนี้เข้าสู่การบริการสาธารณะ และเชื่อมโยงงานดังกล่าวเข้ากับนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายอุตสาหกรรม เป้าหมายคือปลดล็อกการเติบโตและความมั่งคั่ง "ทั่วทั้งประเทศ" โดยรัฐมนตรีได้จำลองรูปแบบหน่วยงานนี้มาจาก คณะทำงานวัคซีน (Vaccines Taskforce) ที่ลอร์ด วัลแลนซ์เคยบริหารในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง
คณะทำงาน AI จะตั้งอยู่ภายใน สำนักงานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (Office for the Prime Minister and the Cabinet - OPMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยจะอยู่ร่วมกับสำนักเลขาธิการแห่งรัฐคนที่หนึ่ง (ตำแหน่งของหลุยส์ ไฮก์), สำนักนายกฯ เลขที่ 10 ถนนดาวนิง, สำนักนายกฯ เลขที่ 10 นอร์ธ และหน่วยงานหลักอื่นๆ ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ สถาบันความมั่นคงด้าน AI (AI Security Institute) ซึ่งเป็นหน่วยงานประเมินโมเดล AI แนวหน้าของรัฐบาล ก็ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักงานคณะรัฐมนตรีเคียงข้างคณะทำงานนี้ด้วย เพื่อรวมศูนย์การกำกับดูแล AI ไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน
การประกาศคณะทำงาน AI ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่นายกฯ เบิร์นแฮม ดำเนินการทันทีหลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 กรกฎาคม 2026
ยุบ DSIT. กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี (DSIT) ซึ่งถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของริชิ ซูนัก ในปี 2023 ถูกยุบเลิกในฐานะหน่วยงานอิสระ ความรับผิดชอบต่างๆ ถูกแบ่งออก: ด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และธุรกิจ ถูกรวมเข้ากับกระทรวงธุรกิจและการค้าเดิม กลายเป็น กระทรวงธุรกิจ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และการค้า (BIST) ภายใต้การนำของโจนาธาน เรย์โนลด์ส ในขณะที่หน้าที่ด้านนโยบายดิจิทัลและเทคโนโลยีถูกย้ายไปยังกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อและการกีฬา (DCMS) ที่ขยายบทบาทขึ้นภายใต้การนำของลิซ่า แนนดี้
เลื่อนตำแหน่งคานิชกา นารายัน. ในวันเดียวกันนั้นเอง นารายัน ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง AI และความปลอดภัยออนไลน์ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีแห่งรัฐ (Minister of State) ฝ่าย AI ซึ่งเป็นตำแหน่งร่วมระหว่างสำนักงานคณะรัฐมนตรีและกระทรวง BIST พร้อมสิทธิ์เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี การเลื่อนตำแหน่งนี้ส่งสัญญาณว่านโยบาย AI ถูกมองว่าเป็นวาระสำคัญระดับประเทศที่ต้องบูรณาการข้ามหน่วยงาน (cross-government priority) เทียบเท่ากับความมั่นคงแห่งชาติหรือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ มิใช่เป็นเพียงเรื่องงานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกต่อไป
รวมศูนย์ AI ไว้ที่นายกรัฐมนตรี. การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้ดึงกลยุทธ์ AI ออกจากกระทรวงเดี่ยวๆ มาไว้ใต้การควบคุมโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยมีคณะทำงาน AI ชุดใหม่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน รัฐบาลกล่าวว่านี่คือการวาง AI ไว้ "ที่หัวใจของรัฐบาล" อย่างแท้จริง