หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ HKIC คือการเชื่อมโยง AI และ Large Language Models (LLMs) เข้ากับกระบวนการค้นพบยาให้ "ถูกลง เร็วขึ้น และดีขึ้น" ในงาน BioHK 2025 HKIC และบริษัทในพอร์ตอย่าง Insilico Medicine ร่วมกันเปิดตัว "The Longevity Frontier Space” — อินคิวเบเตอร์ค้นหายาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในฮ่องกง โดย HKIC มีสิทธิ์แรกในการดูหรือ First-Look Rights ในทุกโครงการที่ถูกฟัก Insilico Medicine บริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง สามารถย่นระยะเวลาค้นพบยาลงเหลือสถิติสูงสุดที่ 9 เดือนโดยใช้ AI ซึ่งต่ำกว่าเวลาปกติของอุตสาหกรรมมาก
สิ่งนี้สอดคล้องกับนโยบายของ HKIC ที่สนับสนุนอุตสาหกรรม AI และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้ามพรมแดนด้าน Biotech กับมณฑลกวางตุ้ง
HKIC ใช้พอร์ตการลงทุนป้อนเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง โดยมีบริษัทในพอร์ตกว่า 30 แห่งที่ยื่นหรือวางแผนยื่นขอเสนอขายหุ้น IPO ในฮ่องกงภายในปี 2026 โดยมี 10 แห่งจดทะเบียนแล้ว สิ่งนี้สร้างวงจรป้อนกลับที่แข็งแกร่ง (Flywheel Effect): HKIC ลงทุน บริษัทเติบโต เข้าจดทะเบียนในฮ่องกง ตลาดหุ้นมีสภาพคล่องด้าน Biotech มากขึ้น และเงินทุนทั่วโลกไหลตามเข้ามา ผลตอบแทนสุทธิ (Net IRR) ของกองทุนตั้งแต่เริ่มต้นที่ 14% ณ สิ้นปี 2025 พร้อมรายได้จากการลงทุน 6,460 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (เพิ่มขึ้น 175% จากปีก่อน) เป็นสัญญาณการยอมรับในช่วงเริ่มต้น
นี่คือเกมการเมืองที่สำคัญที่สุด Biosecure Act ของสหรัฐฯ ที่ลงนามเป็นกฎหมายช่วงปลายปี 2025 ห้ามบริษัทยาสหรัฐที่ได้รับทุนรัฐบาลกลางทำงานร่วมกับบริษัท Biotech จีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำ นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ (Pentagon) ยังเพิ่ม WuXi AppTec (บริษัท Biotech จีนมูลค่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์) ลงในรายชื่อบริษัทที่เชื่อมโยงกับทหาร
มาตรการเหล่านี้กำลังแยกการพัฒนายาทั่วโลกออกเป็นสองขั้ว: สหรัฐฯ และจีน
กลยุทธ์ที่ชัดเจนของ HKIC คือการวางตำแหน่งฮ่องกงให้เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมต่อ — พื้นที่ที่มีศักยภาพเชื่อมจีนได้ แต่มีมาตรฐานด้านกฎระเบียบและตลาดทุนในระดับสากล ซึ่งสามารถเป็นเจ้าภาพในการเป็นหุ้นส่วนด้านยาข้ามพรมแดนที่อาจถูกปิดกั้นในที่อื่น ดังที่บทวิเคราะห์หนึ่งระบุว่า ฮ่องกงมุ่งมั่นจะเป็น "จุดศูนย์กลางของแผนปักกิ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้ถึงระดับใหม่และท้าทายการครอบงำของสหรัฐในด้านเภสัชกรรม"
นอกจากนี้ กองทุนยังประกาศจัดตั้งกองทุน Offshore RMB Venture Fund เพื่อเพิ่มทางเลือกสกุลเงินให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ความสำเร็จไม่ได้การันตี ระยะการลงทุนปัจจุบันจะต้องใช้เวลาอีก 5-7 ปีกว่ายาจะผ่านการทดลองทางคลินิกและกระบวนการตรวจสอบ Biosecure Act อาจทำให้การเป็นหุ้นส่วนข้ามพรมแดน "ซับซ้อนมากขึ้น เลือกปฏิบัติมากขึ้น และอ่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น" แม้แต่กับโครงสร้างที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง
และสัดส่วนการลงทุน Biotech ของ HKIC ณ สิ้นปี 2024 อยู่ที่เพียง 13% ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะขึ้นอยู่กับการเพิ่มสัดส่วนนี้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป HKIC กำลังดำเนินกลยุทธ์หลายชั้น — การกระจายพอร์ตมูลค่าครบวงจร การค้นหายาที่เร่งด้วย AI การสร้าง Pipeline IPO และการวางตำแหน่งสะพานเชื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ — เพื่อเปลี่ยนฮ่องกงให้เป็นฮับเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลก ซึ่งสามารถดูดซับเงินทุนและดีลที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางจากการแยกตัวของสหรัฐ-จีน ผลตอบแทนทางการเงินเบื้องต้น (IRR 14%) แข็งแกร่ง แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ บริษัทในพอร์ตจะสามารถส่งมอบการบำบัดที่พลิกเกมที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางการเมืองได้หรือไม่