เจ้าหน้าที่ Board of Peace กล่าวถึงเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ว่า "ในอิสราเอล เราจะสานต่อการสนทนาที่สร้างสรรค์ที่เรากำลังมี เกี่ยวกับวิธี推动แผนสันติภาพ 20 ข้ออันเก่าแก่ของประธานาธิบดี" เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล "เห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายสุดท้าย นั่นคือการทำให้ฮามาสปลอดอาวุธ"
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างไม่คลุมเครือ ในการแถลงต่อคณะรัฐมนตรี เขากล่าวว่า "ผมขอพูดให้ชัดเจน: อิสราเอลไม่ยอมรับเอกสาร 15 ข้อ" เขายืนกรานต่อไปว่า "กองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกไป จนกว่าฮามาสจะปลดอาวุธอย่างแท้จริง" การปฏิเสธครั้งนี้ถือเป็นการแตกหักกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ในที่สาธารณะที่หาได้ยาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทำเนียบขาวมองว่าถ้อยคำของเนทันยาฮูเป็น "วาทกรรมก่อนการเลือกตั้ง" และ "ไม่รู้สึกกังวล" โดยมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง ไม่ใช่จุดยืนนโยบายที่ชัดเจน
ในปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศความก้าวหน้า "ครั้งประวัติศาสตร์" โดยระบุว่า Board of Peace บรรลุข้อตกลงกับฮามาสในการ "ปลดอาวุธโดยสมบูรณ์" ในวันที่ 30-31 กรกฎาคม ฮามาสยืนยันว่ายอมรับกรอบข้อตกลงดังกล่าวแล้ว แผนดังกล่าวซึ่ง BBC ได้ตรวจสอบ เรียกร้องให้มีกระบวนการเป็นขั้นตอนระยะเวลา 8 เดือน โดยฮามาสจะต้องสำรวจและเก็บรักษาอาวุธหนักของตนภายใต้การดูแลของชาวปาเลสไตน์ ควบคู่ไปกับการถอนตัวของอิสราเอล เจ้าหน้าที่ฮามาสอาวุโสให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่ากลุ่มมีความมุ่งมั่นต่อแผนนี้
แม้จะมีแรงผลักดันทางการทูต แต่ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่สหรัฐกดดันให้ลดการโจมตีลงชั่วคราว การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลได้กลับมาดำเนินอีกครั้งเป็นเวลาอย่างน้อยสามวันติดต่อกัน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลสังหารหัวหน้าตำรวจกาซา จามาล มาห์มูด อาบู คามิล (อายุ 43 ปี) และเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสอีกนาย ตามรายงานของกระทรวงมหาดไทยที่บริหารโดยฮามาสและสำนักข่าวซินหัว วันก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 สิงหาคม การโจมตีด้วยโดรนของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการฮามาสในเมืองเบต ลาฮิยา การโจมตีก่อนหน้านี้ในวันที่ 25 กรกฎาคม และ 1-2 สิงหาคม ก็ได้สังหารบุคคลสำคัญของฮามาสไปแล้ว
นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่าท่าทีแข็งกร้าวของเนทันยาฮูนั้นเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ อิสราเอลกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เนทันยาฮูต้องเผชิญกับการแข่งขันจากพันธมิตรฝ่ายขวาจัด ทำให้เกิดแรงจูงใจอย่างมากที่จะแสดงท่าทีไม่ประนีประนอมในเรื่องความมั่นคง BBC รายงานว่าทำเนียบขาวมองว่าการปฏิเสธของเขาเป็น "วาทกรรมก่อนการเลือกตั้ง" ซึ่งอาจไม่ใช่จุดยืนสุดท้ายของเขาหลังการเลือกตั้ง
การเยือนของคุชเนอร์จะเป็นการทดสอบสำคัญว่าช่องว่างทางการทูตนี้จะถูกเชื่อมได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ Board of Peace สรุปแนวทางไว้ว่า "เรากำลังตัดสินอิสราเอลจากการกระทำ ไม่ใช่คำประกาศสาธารณะ" และกล่าวว่าพวกเขาจะ "รับฟังข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา" ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผลลัพธ์ของการหารือในอิสราเอลและอียิปต์ รวมถึงผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม จะเป็นตัวกำหนดว่าแผน 15 ข้อนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่ Board of Peace กล่าวถึงเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ว่า "ในอิสราเอล เราจะสานต่อการสนทนาที่สร้างสรรค์ที่เรากำลังมี เกี่ยวกับวิธี推动แผนสันติภาพ 20 ข้ออันเก่าแก่ของประธานาธิบดี" เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล "เห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายสุดท้าย นั่นคือการทำให้ฮามาสปลอดอาวุธ"
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างไม่คลุมเครือ ในการแถลงต่อคณะรัฐมนตรี เขากล่าวว่า "ผมขอพูดให้ชัดเจน: อิสราเอลไม่ยอมรับเอกสาร 15 ข้อ" เขายืนกรานต่อไปว่า "กองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกไป จนกว่าฮามาสจะปลดอาวุธอย่างแท้จริง" การปฏิเสธครั้งนี้ถือเป็นการแตกหักกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ในที่สาธารณะที่หาได้ยาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทำเนียบขาวมองว่าถ้อยคำของเนทันยาฮูเป็น "วาทกรรมก่อนการเลือกตั้ง" และ "ไม่รู้สึกกังวล" โดยมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง ไม่ใช่จุดยืนนโยบายที่ชัดเจน
ในปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศความก้าวหน้า "ครั้งประวัติศาสตร์" โดยระบุว่า Board of Peace บรรลุข้อตกลงกับฮามาสในการ "ปลดอาวุธโดยสมบูรณ์" ในวันที่ 30-31 กรกฎาคม ฮามาสยืนยันว่ายอมรับกรอบข้อตกลงดังกล่าวแล้ว แผนดังกล่าวซึ่ง BBC ได้ตรวจสอบ เรียกร้องให้มีกระบวนการเป็นขั้นตอนระยะเวลา 8 เดือน โดยฮามาสจะต้องสำรวจและเก็บรักษาอาวุธหนักของตนภายใต้การดูแลของชาวปาเลสไตน์ ควบคู่ไปกับการถอนตัวของอิสราเอล เจ้าหน้าที่ฮามาสอาวุโสให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่ากลุ่มมีความมุ่งมั่นต่อแผนนี้
แม้จะมีแรงผลักดันทางการทูต แต่ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่สหรัฐกดดันให้ลดการโจมตีลงชั่วคราว การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลได้กลับมาดำเนินอีกครั้งเป็นเวลาอย่างน้อยสามวันติดต่อกัน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลสังหารหัวหน้าตำรวจกาซา จามาล มาห์มูด อาบู คามิล (อายุ 43 ปี) และเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสอีกนาย ตามรายงานของกระทรวงมหาดไทยที่บริหารโดยฮามาสและสำนักข่าวซินหัว วันก่อนหน้านั้นในวันที่ 12 สิงหาคม การโจมตีด้วยโดรนของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการฮามาสในเมืองเบต ลาฮิยา การโจมตีก่อนหน้านี้ในวันที่ 25 กรกฎาคม และ 1-2 สิงหาคม ก็ได้สังหารบุคคลสำคัญของฮามาสไปแล้ว
นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่าท่าทีแข็งกร้าวของเนทันยาฮูนั้นเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ อิสราเอลกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เนทันยาฮูต้องเผชิญกับการแข่งขันจากพันธมิตรฝ่ายขวาจัด ทำให้เกิดแรงจูงใจอย่างมากที่จะแสดงท่าทีไม่ประนีประนอมในเรื่องความมั่นคง BBC รายงานว่าทำเนียบขาวมองว่าการปฏิเสธของเขาเป็น "วาทกรรมก่อนการเลือกตั้ง" ซึ่งอาจไม่ใช่จุดยืนสุดท้ายของเขาหลังการเลือกตั้ง
การเยือนของคุชเนอร์จะเป็นการทดสอบสำคัญว่าช่องว่างทางการทูตนี้จะถูกเชื่อมได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ Board of Peace สรุปแนวทางไว้ว่า "เรากำลังตัดสินอิสราเอลจากการกระทำ ไม่ใช่คำประกาศสาธารณะ" และกล่าวว่าพวกเขาจะ "รับฟังข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา" ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผลลัพธ์ของการหารือในอิสราเอลและอียิปต์ รวมถึงผลการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม จะเป็นตัวกำหนดว่าแผน 15 ข้อนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่