เจสัน เฮา (Jensen Huang) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ‘นายใหญ่แห่งวงการชิป’ ได้เปิดเผยกับทาง CNBC ว่าเขาได้ติดต่อสถาบันทั้ง 6 แห่งนี้โดยตรง และได้รับคำตอบตกลงทุกราย โดยไม่มีใครปฏิเสธเลยแม้แต่รายเดียว
เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA ปรากฏตัวสดในรายการ “Closing Bell: Overtime” ทาง CNBC ร่วมกับ Becky Quick และบรรดาผู้บริหารของสถาบันการเงินทั้ง 6 รายเพื่อประกาศดีลครั้งสำคัญนี้
“นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ GPU หรือชิปประมวลผล ถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินเพื่อการลงทุนได้ (investable asset) ไม่ต่างจากถนนเก็บค่าผ่านทางหรือระบบไฟฟ้า” เจนเซนกล่าวในรายการ ขณะที่ แลร์รี ฟิงค์ (Larry Fink) ซีอีโอของ BlackRock ถึงกับเปรียบเทียบดีลครั้งนี้กับ ‘ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชย์ (Mortgage-Backed Securities: MBS)’ ซึ่งเป็นนัยสำคัญถึงการสร้างสินทรัพย์ทางการเงินรูปแบบใหม่จากชิปคอมพิวเตอร์
ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดในดีลนี้คือข้อกำหนดเกี่ยวกับ ‘Backstop’ หรือหลักประกันมูลค่าคงเหลือ (Residual Value Guarantee) โดยเจนเซนได้ออกมาชี้แจงผ่าน X (ชื่อเดิม Twitter) และสื่อต่างๆ ว่า NVIDIA จะรับภาระค้ำประกันมูลค่าคงเหลือของชิปในแต่ละโครงการสูงสุดไม่เกิน 25% ของมูลค่าโครงการนั้นๆ
นั่นหมายความว่า NVIDIA จะเป็นฝ่ายรับภาระหนี้สูงสุดถึง 125,000 ล้านดอลลาร์ (25% ของ 500,000 ล้านดอลลาร์) ในขณะที่พันธมิตรทั้ง 6 รายจะรับภาระส่วนที่เหลืออีก 75% การกำหนดเพดานความเสี่ยงนี้ เป็นสิ่งที่เจนเซนหวงตั้งใจสื่อสารออกมาเพื่อลดความกังวลของนักลงทุนและตลาดตราสารหนี้ โดยหลังจากที่เขาโพสต์ข้อความดังกล่าว หุ้นของ NVIDIA ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทก็ลดลง
เป้าหมายหลักของข้อตกลงนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้บริการแก่ยักษ์ใหญ่ระดับ Hyperscaler อย่าง Microsoft, Amazon, หรือ Google เท่านั้น แต่ยังรวมถึง สตาร์ทอัพ AI รุ่นใหม่ เช่น OpenAI สตาร์ทอัพที่สร้าง ChatGPT, Anthropic สตาร์ทอัพผู้พัฒนาโมเดล Claude หรือแม้แต่ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำอื่นๆ
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ที่ ‘อัตราดอกเบี้ยไม่แพง’ (Attractive Rates) จะช่วยให้สตาร์ทอัพเหล่านี้สามารถกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อชิปและเช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพา ‘กระเป๋าเงิน’ ของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของระบบนิเวศ AI อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ NVIDIA ยังมีประวัติการลงทุนในสตาร์ทอัพ AI อย่างจริงจัง โดยลงทุนไปแล้วกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์ ในดีลประมาณ 170 ดีลครอบคลุมตั้งแต่ นักพัฒนาโมเดลภาษา ผู้ให้บริการคลาวด์ และหุ่นยนต์ และยังมีข่าวว่า NVIDIA พร้อมจะลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ใน OpenAI เพื่อแลกกับการใช้ชิปและการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกัน
แม้ตัวเลข 500,000 ล้านดอลลาร์จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่นักวิจารณ์แย้งว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง ‘เป้าหมาย’ ตามบันทึกความเข้าใจที่ไม่ผูกพัน (Non-binding MOUs) ไม่ใช่เงินทุนที่ได้รับจริง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรอบการทำงาน (Framework) ที่ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนในการระดมทุนเต็มจำนวน โดยการปล่อยสินเชื่อจะเกิดขึ้นเป็นรายโครงการ (Project-by-project) ซึ่งต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและอนุมัติจากสถาบันการเงินก่อน
อย่างไรก็ตามดีลที่ดูยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการชิปครั้งนี้ ต้องเจอกับความกังขาจากนักวิเคราะห์เกี่ยวกับ ‘วงจรปิดทางการเงิน’ (Circular Risk) และ ‘ฟองสบู่’ ที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
การประกาศดีลมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่บ่งชี้ว่า ‘ชิป AI’ กำลังถูกยกฐานะขึ้นจาก ‘ฮาร์ดแวร์’ สู่ ‘สินทรัพย์เพื่อการลงทุน’ อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเจนเซน หวง และ 6 ยักษ์ใหญ่วอลล์สตรีทนั้น ยังคงมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของความโปร่งใสของกระแสเงินสดของ AI และการประเมินมูลค่าชิปที่อาจสูงเกินจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้ที่สนใจในแวดวงเทคโนโลยีและตลาดทุนทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนไทยควรจับตาเป็นอย่างยิ่ง