ราคาเงินร่วงหลุด $64 หลังดีดตัวขึ้นเกือบ 12% ในหนึ่งเดือนทะลุ $66 โดยมีแรงขายทำกำไร ดอลลาร์แข็งค่า และการปรับมุมมองดอกเบี้ยเฟดเป็นปัจจัยกดดัน แนวรับสำคัญระยะสั้นอยู่ที่ $63.30 หากหลุดมีโอกาสลงต่อ至 $62 แต่หากยืนเหนือจุดนี้ได้ แนวโน้มขาขึ้นระยะกลางยังคง完好 โดยเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ $67.15 และ $71.50 ปัจจัยพื้นฐานหนุนแนวโ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What led to silver's pullback below $64.00 per ounce after its month-long rally above $66, and what do technical levels, CTA flow projection. Article summary: Silver fell below $64.00 per ounce as investors locked in profits from a nearly 12% month-long rally that had pushed prices above $66, with the pullback amplified by a firmer U.S. dollar, rising Treasury yields, shifting. Topic tags: general, general web, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
ราคาโลหะเงิน (XAG/USD) ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 64.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 หลังจากนักลงทุนเทขายทำกำไรจากราคาที่พุ่งขึ้นเกือบ 12% ในรอบหนึ่งเดือน จนขึ้นไปแตะระดับเหนือ 66 ดอลลาร์ การปรับฐานนี้ถูกเร่งขึ้นจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินเฟด และแรงเทคนิคที่หมดลงหลังจากราคาทำเป้าหมายของรูปแบบ Head & Shoulders ที่บริเวณประมาณ 67.00 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่านี่คือการพักฐาน (Consolidation) ที่ดีต่อสุขภาพภายในแนวโน้มขาขึ้นในวงกว้าง มากกว่าการกลับตัวเป็นขาลง โดยมีปัจจัยหนุนจากการขาดดุลอุปทานโครงสร้างเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแรง และนักลงทุนกลับเข้าซื้อบริเวณแนวรับ 64.20 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว
การร่วงลงต่ำกว่า 64 ดอลลาร์เกิดจากปัจจัยทางเทคนิคและเศรษฐกิจมหภาครวมกัน ไม่ใช่ปัจจัยเดียว
แรงขายทำกำไรหลังจากราคาพุ่ง 12% ราคาเงินพุ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดช่วงกลาง 56 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่เกือบแตะ 66.60 ดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากกระแสการลงทุนที่แข็งแกร่งและการทะลุแนวต้านทางเทคนิค การขึ้นเร็วทำให้นักเทรดเทขายทำกำไร โดยเฉพาะเมื่อราคาทำเป้าหมายของรูปแบบ Head & Shoulders ที่ประมาณ 67.00 ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นกดดันโลหะมีค่าโดยรวม รวมถึงเงิน เพราะทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ
การเปลี่ยนมุมมองนโยบายเฟด หลังจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐที่อ่อนตัวลง ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนจาก CME FedWatch ลดลงจาก 40% เหลือ 34.8% แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดยังคงกดดันการเก็งกำไร
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งอิหร่านยิ่งเพิ่มบรรยากาศ 'Risk-off' แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากสถานการณ์คลี่คลายกลับจะช่วยฟื้นความต้องการลงทุน
ภาพทางเทคนิคให้แนวทางที่ชัดเจนสำหรับนักเทรดที่จับตาทิศทางต่อไป
แนวรับระยะสั้นที่ $63.30 FXStreet ระบุว่าบริเวณแนวต้านเดิมที่กลายเป็นแนวรับรอบ 63.30 ดอลลาร์เป็นระดับทดสอบสำคัญ หากหลุดจุดนี้จะเปิดทางลงสู่ 62.00 ดอลลาร์
แนวต้านที่ $66.40–$67.15 ราคาเงินไม่สามารถทะลุแนวต้าน 66.40 ดอลลาร์และโซนเป้าหมายของรูปแบบ Head & Shoulders ที่ประมาณ 67 ดอลลาร์ได้ ทำให้เกิดการปรับฐาน หากผ่าน 67.15 ดอลลาร์ได้ เป้าหมายขาขึ้นถัดไปอยู่ที่ 71.50 ดอลลาร์
สัญญาณเทคนิคระยะสั้นผสม ณ วันที่ 13 สิงหาคม สรุปทางเทคนิคจาก Investing.com แสดงสัญญาณขาย 7 สัญญาณ เทียบกับสัญญาณซื้อ 2 สัญญาณ (RSI ที่ 43.6, MACD ขาย) บ่งชี้ว่าแรงขายระยะสั้นยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ราคาดีดตัวกลับจาก 64.20 ดอลลาร์ขึ้นไปเหนือ 66 ดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมงในวันที่ 12 สิงหาคม แสดงว่านักลงทุนเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว
จุดเปลี่ยนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ราคาเงินซื้อขายอยู่ระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วัน บริเวณ 65.18 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 70 ดอลลาร์ การยืนเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันได้อย่างมั่นคงจะเป็นสัญญาณโครงสร้างขาขึ้น
ปัจจัยพื้นฐานให้แรงหนุนที่แข็งแกร่งเพื่อต้านแรงเหวี่ยงขาลงระยะสั้น
การขาดดุลโครงสร้างเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน Silver Institute คาดการณ์การขาดดุล 46.3 ล้านออนซ์ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2025 โดยปริมาณสต็อกที่ถูกดึงออกไปสะสมตั้งแต่ปี 2021 สูงถึง 762 ล้านออนซ์ เสี่ยงต่อภาวะสภาพคล่องตึงตัว
ข้อจำกัดด้านอุปทานยังคงมีอยู่ ประมาณ 70-75% ของการผลิตเงินเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี ซึ่งจำกัดความสามารถของผู้ผลิตในการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วแม้ราคาจะสูงขึ้น การผลิตจากเหมืองคาดว่าจะทรงตัวในปี 2026
ความต้องการภาคอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง แม้คาดว่าความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมจะลดลง 2-3% เหลือประมาณ 640-650 ล้านออนซ์ แต่ยังอยู่ในระดับสูงทางประวัติศาสตร์ โดยได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์
ความต้องการลงทุนในรูปกายภาพเพิ่มขึ้น ความต้องการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20% เป็น 227 ล้านออนซ์ในปี 2026 ซึ่งจะชดเชยส่วนที่ลดลงจากภาคอุตสาหกรรมบางส่วน
ความสนใจจากธนาคารกลางและสถาบัน แม้เงินจะไม่ใช่สินทรัพย์สำรองของธนาคารกลางเหมือนทองคำ แต่การซื้อโลหะมีค่าในวงกว้างโดยสถาบันและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติช่วยหนุนทางอ้อม
น้ำหนักของหลักฐานชี้ว่าการร่วงลงต่ำกว่า 64 ดอลลาร์เป็นการเทขายทำกำไรตามตำราหลังราคาขึ้นแรงเกินไป ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงใหม่ นักลงทุนกลับเข้าซื้อที่ 64.20 ดอลลาร์และผลักดันราคากลับขึ้นไปเหนือ 66 ดอลลาร์ภายในวันเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความต้องการซื้อเมื่อราคาลงยังคงแข็งแกร่ง
สมมติฐานของ RBC สำหรับปี 2027 ยังคงมี upside ประมาณ 25% จากระดับ 66 ดอลลาร์
การรวมกันของการขาดดุลโครงสร้างที่กว้างขึ้น ความยืดหยุ่นต่ำของอุปทาน และความต้องการลงทุนที่ฟื้นตัวเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง โดยที่ความผันผวนระยะสั้นจะยังคงมีอยู่ขณะที่ตลาดประมวลผลสัญญาณนโยบายเฟดและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
ความเสี่ยงสำคัญ กรณีขาขึ้นขึ้นอยู่กับการที่ราคาสามารถยืนเหนือโซนแนวรับ 63.30–62.00 ดอลลาร์ได้ หากหลุดระดับ 62 ดอลลาร์ อาจเป็นสัญญาณของการปรับฐานที่ลึกขึ้นและทำให้มุมมองการพักฐานอ่อนแอลง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ราคาเงินร่วงหลุด $64 หลังดีดตัวขึ้นเกือบ 12% ในหนึ่งเดือนทะลุ $66 โดยมีแรงขายทำกำไร ดอลลาร์แข็งค่า และการปรับมุมมองดอกเบี้ยเฟดเป็นปัจจัยกดดัน
ราคาเงินร่วงหลุด $64 หลังดีดตัวขึ้นเกือบ 12% ในหนึ่งเดือนทะลุ $66 โดยมีแรงขายทำกำไร ดอลลาร์แข็งค่า และการปรับมุมมองดอกเบี้ยเฟดเป็นปัจจัยกดดัน แนวรับสำคัญระยะสั้นอยู่ที่ $63.30 หากหลุดมีโอกาสลงต่อ至 $62 แต่หากยืนเหนือจุดนี้ได้ แนวโน้มขาขึ้นระยะกลางยังคง完好 โดยเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ $67.15 และ $71.50
ปัจจัยพื้นฐานหนุนแนวโน้มขาขึ้นด้วยการขาดดุลอุปทาน 46.3 ล้านออนซ์ในปี 2026 การผลิตเหมืองที่ทรงตัว และความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น