SMIC รายงานกำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 479.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ทะลุ 3 พันล้านเหรียญเป็นครั้งแรก สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What were SMIC's second-quarter 2026 earnings results, how did they compare to analyst expectations, what drove the surge in profit and reve. Article summary: Here is a comprehensive breakdown of SMIC's Q2 2026 results and the surrounding context.. Topic tags: general, news, general web, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evid
เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น (SMIC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยกำไรสุทธิพุ่งมากกว่าสามเท่าจากปีก่อน แตะ 479.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้ทะลุ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก ผลประกอบการที่ประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ตอกย้ำถึงสถานการณ์เฉพาะของบริษัทในขณะนี้: ได้อานิสงส์จากดีมานด์ AI ที่บริษัทไม่สามารถตอบสนองโดยตรงในเทคโนโลยีขั้นสูงสุดได้ ขณะที่มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ กลับปิดกั้นตลาดในประเทศของ SMIC ไม่ให้คู่แข่งต่างชาติเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง
SMIC ทำผลงานสูงกว่าความคาดหมายของนักวิเคราะห์ในทุกตัวชี้วัดสำคัญสำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569
รายได้ อยู่ที่ 3,010 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (2,210 ล้านเหรียญสหรัฐ) และเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน (2,510 ล้านเหรียญสหรัฐ) นักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้ประมาณ 2,820-2,870 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ผลงานที่ออกมาสูงกว่าคาดอย่างเด่นชัด
กำไรสุทธิ ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 479.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่ที่ประมาณ 253-283 ล้านเหรียญสหรัฐ หมายความว่ากำไรที่เกิดขึ้นจริงเกือบเป็นสองเท่าของค่าคาดการณ์สูงสุด
กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.06 เหรียญสหรัฐ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 0.034-0.037 เหรียญสหรัฐ
กำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 760.6 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 503.6 ล้านเหรียญสหรัฐใน Q1/2569 และ 449.8 ล้านเหรียญสหรัฐใน Q2/2568 อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 25.3% จาก 20.1% ในไตรมาสก่อน และ 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สูงกว่าที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20-22%
อัตราการใช้กำลังการผลิต เกือบแตะระดับเต็มกำลัง SMIC ส่งมอบเวเฟอร์ขนาด 8 นิ้วเทียบเท่าได้ 2.9 ล้านชิ้นในระหว่างไตรมาส เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า และขึ้นราคาสำหรับสายการผลิตที่ได้รับความต้องการสูงที่สุด
การเติบโตที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากชิป AI ขั้นสูงสุด ซึ่งผลิตโดย TSMC และซัมซุง แต่ SMIC ได้อานิสงส์จากดีมานด์ที่ส่งผ่านมาสู่กลุ่มชิปที่บริษัทผลิตได้อย่างเชี่ยวชาญที่สุด
SMIC ผลิตชิปสนับสนุนที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้แก่ ชิปจัดการพลังงาน, ตัวควบคุมอุตสาหกรรม, ชิปยานยนต์ และชิปเครือข่าย เมื่อคลัสเตอร์เซิร์ฟเวอร์ AI และศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น ความต้องการชิปรอบข้างเหล่านี้ก็เติบโตตาม
กำลังการผลิตตึงตัวและโรงงานเดินเครื่องใกล้เต็มอัตรา ทำให้ SMIC ขึ้นราคาเวเฟอร์ในสายการผลิตที่ได้รับความต้องการสูงที่สุด ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งช่วยหนุนอัตรากำไรและรายได้โดยตรง
กำลังการผลิตที่ตึงตัวทั่วโลกสำหรับชิปเทคโนโลยีเก่า ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น ช่วยดูดซับต้นทุนคงที่ได้ดีขึ้น ฝ่ายบริหารระบุว่ากำลังเร่งกำลังการผลิตใหม่ให้เร็วที่สุด
ลูกค้าต่างเร่งสั่งซื้อล่วงหน้าและสะสมสต๊อกชิ้นส่วนท่ามกลางความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งช่วยหนุนคำสั่งซื้อเพิ่มเติม
ฝ่ายบริหารของ SMIC แสดงความเชื่อมั่นในการประชุมรับฟังผลประกอบการ โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตจะยังคงดำเนินต่อไป
SMIC คาดว่ารายได้ในไตรมาส 3 จะเติบโต 2-4% จากไตรมาสก่อน พร้อมกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นเป็น 26-28% สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาและอัตราการใช้กำลังการผลิต
ฝ่ายบริหารระบุว่าดีมานด์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงหนุนคำสั่งซื้อต่อไป และสามารถมองเห็นแนวโน้มได้ไกลพอสมควร โดยบริษัทวางแผนปรับกำลังการผลิตที่มีอยู่และเร่งกำลังการผลิตสายการผลิตใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการจำกัดกำลังการผลิตในอุตสาหกรรม
SMIC กำลังจัดสรรกำลังการผลิตไปยังตลาดที่ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะชิปลอจิกที่ใช้ในการประมวลผล AI พร้อมขยายกำลังการผลิตโดยรวมจาก 1.078 ล้านเวเฟอร์ใน Q1 เป็น 1.097 ล้านเวเฟอร์
SMIC ถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางตรงจากนโยบาย "การทดแทนด้วยสินค้าในประเทศ" ของจีน เพราะบริษัทผู้ออกแบบชิปไร้โรงงานในจีนเริ่มเปลี่ยนคำสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ต่างชาติมาที่ SMIC มากขึ้น เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ
SMIC อยู่ศูนย์กลางของความขัดแย้งด้านเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การเติบโตในครั้งนี้จึงเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสงครามการค้า
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 สหรัฐฯ ค่อยๆ เพิ่มข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์การผลิตชิปและการประมวลผลขั้นสูงของจีน ในเดือนธันวาคม 2567 สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (BIS) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพิ่มข้อจำกัดสำหรับอุปกรณ์ผลิตชิป 24 ชนิด และซอฟต์แวร์ 3 ประเภท
รายงานของ Congressional Research Service ระบุว่านโยบายสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 มุ่งหวังที่จะ "จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตชิปขั้นสูงของจีน และลดทอนการเข้าถึงแอปพลิเคชันประมวลผลและ AI ที่เกี่ยวข้อง"
มาตรการเหล่านี้ปิดกั้น SMIC ไม่ให้เข้าถึงเครื่องพิมพ์ไลโทกราฟี EUV (Extreme Ultraviolet) ที่จำเป็นในการผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตรลงมา นั่นคือการจำกัดขีดความสามารถทางเทคโนโลยีในระยะยาวของ SMIC ไว้ที่ระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับสร้างตลาดในประเทศที่มีการแข่งขันจำกัดให้กับ SMIC โดยไม่ตั้งใจ บริษัทผู้ออกแบบชิปไร้โรงงานในจีนเหลือทางเลือกในการผลิตไม่มากนักนอกจาก SMIC โดยเฉพาะชิปเทคโนโลยีที่เก่ากว่า ซึ่งช่วยหนุนคำสั่งซื้อและอำนาจการตั้งราคาของ SMIC โดยตรง
แรงกดดันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน 2569 กลุ่ม ส.ส. สหรัฐฯ แบบข้ามพรรคเสนอร่างกฎหมาย MATCH Act เพื่อจำกัดการขายอุปกรณ์ผลิตชิปให้จีนอีกขั้น โดยเน้นที่บริษัทอย่าง ASML กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังมีคำสั่งให้บริษัทอุปกรณ์หยุดส่งอุปกรณ์ให้ฮั่วหง (Hua Hong) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อันดับสองของจีน เนื่องจากกังวลว่าอาจผลิตชิปประมวลผลขั้นสูง
ผลสุทธิต่อ SMIC เป็นดาบสองคม มาตรการควบคุมปิดกั้นบริษัทไม่ให้แข่งขันในเทคโนโลยีขั้นสูงสุด โดยกำหนดขีดจำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระยะยาว แต่ในระยะสั้นถึงปานกลาง มาตรการเดียวกันนี้สร้างความต้องการภายในประเทศที่มีการแข่งขันจำกัด อำนาจการตั้งราคาที่สูงขึ้น และการผลักดันของรัฐบาลปักกิ่งให้สร้างห่วงโซ่อุปทานชิปที่พึ่งพาตนเองได้ ปัจจัยทั้งหมดนี้คือตัวขับเคลื่อนรายได้และกำไรที่พุ่งสูงของ SMIC ในปัจจุบัน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
SMIC รายงานกำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 479.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้ทะลุ 3 พันล้านเหรียญเป็นครั้งแรก สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก