NOAA ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของสหรัฐฯ เผย El Niño ปี 2026 มีโอกาสถึง 69% ที่จะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1950 และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเข้าขั้น 'รุนแรงมาก' (Super El Niño) ในฤดูใบไม้ร่วงแล... มหาสมุทรโลกนอกเขตขั้วโลกร้อนทำลายสถิติเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ 20.96°C (69.73°F) ส่วนน่านน้ำในแถบ N...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the latest forecasts and observed impacts of the record-breaking El Niño expected this fall, including the likelihood of it becomin. Article summary: The 2026 El Niño is now firmly established and intensifying rapidly, with NOAA's Climate Prediction Center giving a **69% chance** that it will become the strongest event in the historical record since 1950 [4][5][8]. Th. Topic tags: general, government, news, general web, education. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, c
ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ปี 2026 กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงเร็วกว่าที่นักพยากรณ์คาดการณ์ไว้ ล่าสุดศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA Climate Prediction Center) ระบุว่ามีโอกาสถึง 69% ที่ปรากฏการณ์นี้จะรุนแรงกว่าเอลนีโญครั้งอื่นๆ ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 1950 แบบจำลองพยากรณ์ส่วนใหญ่ชี้ว่ามีความน่าจะเป็น มากกว่า 90% ที่จะเกิด 'ซูเปอร์เอลนีโญ' (Super El Niño) หรือเอลนีโญที่รุนแรงมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปรียบปรากฏการณ์นี้ว่า 'เสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับโลกที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่แล้ว'
มหาสมุทรได้บันทึกค่าความผิดปกติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การตรวจวัดสมัยใหม่
อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเล (SST) เฉลี่ยของโลกนอกบริเวณขั้วโลก พุ่งขึ้นถึง 20.96°C (69.73°F) ในเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา แซงหน้าสถิติเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2023 ทั้งอุณหภูมิ SST ทั่วโลกและปริมาณความร้อนในมหาสมุทรชั้นบน (ความลึก 2,000 เมตร) ต่างทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในปี 2024 และยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2026
บริการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service) ยืนยันว่าอุณหภูมิ SST รายวันเริ่มสูงกว่าสถิติในปี 2023 และ 2024 ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2026
น่านน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก บริเวณสำคัญที่เรียกว่า Niño 3.4 มีอุณหภูมิ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2°C แล้ว ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์ที่ใช้กำหนดว่าเป็นเอลนีโญที่ 'รุนแรงมาก' หรือซูเปอร์เอลนีโญ ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) คาดการณ์ว่าอุณหภูมิ SST ในแถบเส้นศูนย์สูตรตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงขึ้นถึง 3°C จากค่าเฉลี่ย ภายในเดือนธันวาคมนี้ และในบางแบบจำลอง ค่าความผิดปกติอาจสูงกว่า 4°C
เพื่อให้เห็นภาพ เอลนีโญที่ 'รุนแรง' หมายถึงอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 1.5°C ส่วนระดับ 'รุนแรงมาก' คือมากกว่า 2°C
นักพยากรณ์ชี้ว่าเอลนีโญครั้งนี้ทำลายสถิติความรุนแรงตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มต้น และกำลังแรงขึ้นเร็วกว่าปรากฏการณ์ทั่วไป ทั้งดัชนีทางมหาสมุทรและบรรยากาศ รวมถึงดัชนีความผันผวนของลมใต้ (Southern Oscillation Index) ต่างสะท้อนค่าที่สอดคล้องกับเอลนีโญที่แข็งแกร่งและชัดเจน โดยคาดว่าจะรุนแรงขึ้นอีกในช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกใต้
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (Bureau of Meteorology) ยืนยันว่าแบบจำลองทั้งหมดพยากรณ์ว่ามหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนจะยังคงอุ่นขึ้นต่อไป โดยจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนของซีกโลกใต้ และคงอยู่จนถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 2027
ความกังวลหลักในระยะใกล้นี้คือ ภัยแล้ง ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2026 โดยความร้อนที่ผิดปกติยังคงเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องทั่วแอฟริกาตะวันออก คาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอธิโอเปีย เคนยาตอนเหนือ ซูดานใต้ ซูดาน และยูกันดา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพืชผลและปศุสัตว์ ต่อมาเมื่อปรากฏการณ์พัฒนาเต็มที่ พื้นที่บางส่วนของแอฟริกาตะวันออกอาจมีฝนตกชุกขึ้น แต่ความเสี่ยงเร่งด่วนคือความเครียดด้านความมั่นคงทางอาหาร
คณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ (IRC) เตือนว่าเคนยามีโอกาส 80-82% ที่เอลนีโญจะคงอยู่ตลอดปี 2026 โดยช่วงที่แห้งแล้งจะเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมและดินถล่มในช่วงปลายปี
WMO เตือนว่ามีความน่าจะเป็น 80% ที่เอลนีโญจะพัฒนาเป็นปรากฏการณ์รุนแรงอย่างรวดเร็วระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2026 ซึ่ง 'จะเพิ่มโอกาสเกิดภัยแล้ง ฝนตกหนัก และความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน' นายธรรมิกา ปฏาเบนดิ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของศรีลังกา กล่าวว่าประเทศกำลังเตรียมรับมือกับฤดูแล้งที่รุนแรงจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ตามด้วยมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มในเดือนตุลาคม ซึ่งอาจนำไปสู่ 'น้ำท่วมในวงกว้าง' ธนาคารกลางหลายแห่งในภูมิภาค รวมถึงศรีลังกา ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านราคาอาหาร
เอลนีโญมักทำให้เกิด ภัยแล้ง และมรสุมที่ล่าช้าในอินโดนีเซีย ซึ่งคุกคามผลผลิตข้าวและเสบียงอาหาร สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) คาดว่าความเสี่ยงภัยแล้งจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยฤดูแล้งจะสูงสุดระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปากีสถาน ก็มีนโยบายตอบสนองจากธนาคารกลางต่อราคาอาหารที่สูงขึ้นเช่นกัน
ปรากฏการณ์เอลนีโญมักทำให้เกิด สภาวะที่แห้งแล้งกว่าปกติ ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ภูมิภาคนี้โดยรวมต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากความร้อนที่ผิดปกติ
คาดว่าจะมีฝนตกหนักในบางส่วนของอเมริกาใต้ ซึ่งอาจเป็นภัยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผล ในช่วงเอลนีโญปี 2023-24 ป่าอเมซอนและอเมริกากลางประสบภัยแล้งรุนแรง และกำลังเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง
พื้นที่ทางตอนเหนือของอเมริกาใต้และอเมริกากลางต้องเผชิญกับความร้อนที่ผิดปกติ
อุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยในปี 2024 สูงถึง 1.55°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปีปฏิทินเต็มปีแรกที่เกินเกณฑ์ 1.5°C เอลนีโญในปี 2023-24 มีส่วนทำให้เกิดสถิตินั้น และคาดว่าเหตุการณ์ในปี 2026 จะผลักดันให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก
การศึกษาในวารสาร Nature พบว่าภายใต้สถานการณ์เอลนีโญที่รุนแรง อุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 ถึงมิถุนายน 2024 มีโอกาส 90% ที่จะทำลายสถิติโลก
ซูเปอร์เอลนีโญ 'จะเปลี่ยนโอกาสให้โน้มเอียงไปทางฤดูหนาวที่เปียกชื้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนียตอนใต้' แบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ให้เห็นถึงโอกาสสูงของฝนตกหนักทั่วพื้นที่ตะวันตกและตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ
แบบจำลองของ ECMWF แสดงให้เห็นว่าแคลิฟอร์เนียมีโอกาส 70%-100% ที่จะมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามแนวชายฝั่ง ดร.แดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่าเอลนีโญที่รุนแรงมากนั้น 'อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่'
นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปปส์ (Scripps Institution of Oceanography) กล่าวว่าแคลิฟอร์เนียกำลังเผชิญกับ 'ระดับน้ำทะเลสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้บนชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย' ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ การผสมผสานระหว่างมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นจากเอลนีโญ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และน้ำขึ้นน้ำลง อาจทำให้ระดับน้ำ สูงกว่าปกติถึง 1 ฟุต ตามแนวชายฝั่ง อ่าวซานฟรานซิสโก และแม้แต่ในแม่น้ำแซคราเมนโต
ดร.สเวน คาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นชั่วคราวโดยเฉลี่ย 6 นิ้วถึง 2 ฟุต โดยอาจสูงถึง 2 ถึง 3 ฟุตขึ้นไประหว่างพายุใหญ่
การบรรจบกันของระดับน้ำทะเลสูงเป็นประวัติการณ์ คลื่นพายุซัดฝั่ง และน้ำขึ้นน้ำลงที่สูงมากในช่วงพายุฤดูหนาว ทำให้เกิดความเสี่ยง น้ำท่วมชายฝั่ง การกัดเซาะ และคลื่นขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ตามแนวชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย คาดว่าอุณหภูมิน้ำทะเลจะอุ่นกว่าปกติตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงฤดูหนาว
ทั้งแคลิฟอร์เนียตอนใต้และบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกต่างตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามที่สูงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนถึง 'สภาวะฤดูหนาวที่อันตรายเป็นพิเศษ'
คาดว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดต่อแคลิฟอร์เนียจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม สภาวะเอลนีโญคาดว่าจะคงอยู่ต่อไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2027
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NOAA ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของสหรัฐฯ เผย El Niño ปี 2026 มีโอกาสถึง 69% ที่จะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1950 และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเข้าขั้น 'รุนแรงมาก' (Super El Niño) ในฤดูใบไม้ร่วงแล...
NOAA ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของสหรัฐฯ เผย El Niño ปี 2026 มีโอกาสถึง 69% ที่จะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1950 และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเข้าขั้น 'รุนแรงมาก' (Super El Niño) ในฤดูใบไม้ร่วงแล... มหาสมุทรโลกนอกเขตขั้วโลกร้อนทำลายสถิติเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ 20.96°C (69.73°F) ส่วนน่านน้ำในแถบ Niño 3.4 ในแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2°C แล้ว ซึ่งเป็นระดับที่นิยามว่า 'รุนแรงมาก' [6][10][4]
แคลิฟอร์เนียเสี่ยงเจอระดับน้ำทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฤดูหนาวจะมีฝนตกหนักขึ้น โดยเฉพาะตอนใต้ และมีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมชายฝั่งและการกัดเซาะ [7][31][36][2][13]