พลจัตวา โมฮัมหมัด เรซา นักดี ที่ปรึกษาอาวุโสของ IRGC ขู่ว่า หากสหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วโลกจะถูกยึดครองในวันรุ่งขึ้น และเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น 'ความผิดพลาดครั้งร้ายแรง' [2][3][10] นักดีให้เหตุผลว่าอิหร่านไม่จำเป็นต้องครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมี 'การระดมมวลชนและแนวร่วมประชาชน'...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What warning did senior Iranian official Mohammad Reza Naqdi issue about a potential U.S. nuclear strike on Iran, how did he justify Iran no. Article summary: Here is a comprehensive breakdown covering all the elements of your question.. Topic tags: general, general web, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ PBS NewsHour ซึ่งถือว่าหายากยิ่ง พลจัตวา โมฮัมหมัด เรซา นักดี (Mohammad Reza Naqdi) ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เปิดเผยยุทธศาสตร์ของอิหร่านต่อสหรัฐอเมริกาใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การขู่ตอบโต้ด้วยการยึดฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วโลกหากถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์ (2) การชี้แจงว่าทำไมอิหร่านถึงไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ แต่เลือกใช้การระดมมวลชนเป็นเครื่องมือข่มขู่ และ (3) แผนการยืดเยื้อสงครามให้ยาวนานจนเลยวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
นักดีเตือนว่า หากสหรัฐฯ กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ใส่เป้าหมายในอิหร่าน ฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ทั่วโลกจะไม่รอดพ้นจากการถูกยึดครองหรือถูกโจมตี เขาระบุว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็น 'ความผิดพลาดครั้งร้ายแรง' ที่จะจุดชนวนให้เกิดการตอบโต้ครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยยกบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเปรียบเทียบ
'เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่พวกเขาใช้ระเบิด ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งทั่วโลกจะถูกยึดครอง วันนี้มันไม่เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว' นักดีให้สัมภาษณ์กับ PBS ตามบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ออกมา
คำขู่นี้สอดคล้องกับหลักคำสอนของ IRGC มายาวนานที่ว่า สหรัฐฯ มีจุดอ่อนทั่วโลกที่อิหร่านสามารถใช้ประโยชน์ผ่านการสงครามนอกแบบ (asymmetric warfare) แม้อิหร่านจะไม่มีขีดความสามารถทางนิวเคลียร์เทียบเท่าก็ตาม
นักดีชี้แจงว่าอิหร่านไม่มีความจำเป็นต้องครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ เพราะอาศัย 'การสนับสนุนจากประชาชนและการระดมมวลชน' เป็นเครื่องมือข่มขู่ที่สำคัญที่สุด ในการสัมภาษณ์ PBS เขากล่าวว่า 'เราต้องสร้างความยับยั้งชั่งใจเพื่อไม่ให้ศัตรูกล้าที่จะโจมตีเรา เพื่อให้เราสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย' แต่เขามองว่าการยับยั้งดังกล่าวมาจากความสามารถในการทำสงครามระยะยาวแบบไม่สมมาตรและการสร้างต้นทุน ไม่ใช่จากคลังแสงนิวเคลียร์
ท่าทีนี้สอดคล้องกับนโยบายทางการของอิหร่านที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าความกังวลของนานาชาติต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะดำเนินมายาวนานหลายสิบปีก็ตาม
นักดีเปิดเผยแผนการอย่างชัดเจนในการยืดเยื้อสงครามกับสหรัฐฯ อย่างจงใจจนกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ้นจากตำแหน่งในเดือนมกราคม 2029 กลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย:
'วิธีหนึ่งคือการยืดเยื้อสงครามนี้ไปจนถึงวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้า และทำให้เกิดการบั่นทอนกำลัง เพื่อที่ว่าหากใครก็ตามที่ต้องการโจมตีอิหร่าน จะได้รู้ว่ามันมีต้นทุน' นักดีกล่าว
คำกล่าวของนักดีไม่ใช่แค่การขู่คำพูดเท่านั้น แต่สอดคล้องกับปฏิบัติการประสานงานของอิหร่านใน 3 ด้าน ได้แก่ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ การเรียกร้องค่าชดเชยน้ำมันรั่วไหล และการเจรจาทูตที่ชะงักงัน
การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ: รัฐสภาอิหร่านอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเรียกเก็บค่าผ่านทางจากประเทศอื่นๆ จนกว่าเตหะรานจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม อิหร่านอ้างว่าได้ตกลงกับโอมานในการกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ซึ่งจะห้ามเรืออเมริกันและอิสราเอล โดยมีค่าปรับสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้าสำหรับผู้ละเมิด
อิหร่านผูกเงื่อนไขการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งกับการยอมผ่อนปรนของสหรัฐฯ รวมถึงการชดใช้ค่าเสียหาย การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการยุติการปิดล้อมทางเรือ
การชดเชยน้ำมันรั่วไหล: เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศที่เดินเรือหลังจากคราบน้ำมันลอยถึงเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยอ้างถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงว่าน้ำมันที่รั่วไหลได้ 'ทำให้ผืนน้ำในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานเสื่อมโทรมลง' TankerTrackers บริการติดตามการเดินเรือที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่าน้ำมันรั่วน่าจะมาจากการโจมตีของอิหร่านต่อเรือบรรทุกสินค้าเทกอง Minoan Pioneer ในน่านน้ำโอมานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม
การเจรจาหยุดชะงัก: ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน—หรือ 'บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด' 14 ข้อ ซึ่งลงนามในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ประกาศยุติสงครามและหยุดยิง 60 วัน—ได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านรายงานว่า 'ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย' ในการเจรจาฟื้นฟูข้อตกลง และเตหะรานไม่ได้หารือเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาหยุดยิง อิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่ข้อตกลงชั่วคราวเดือนมิถุนายนก่อน และกำหนดกรอบเวลาสำหรับการปฏิบัติตามพันธกรณี ก่อนที่จะมีการเจรจาใดๆ เพิ่มเติม ทั้งสองฝ่ายต่างผลักภาระให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งยิ่งทำให้โอกาสในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติความขัดแย้งเลือนรางลงไปอีก
การให้สัมภาษณ์ของนักดีกับ PBS ถือเป็นการประกาศยุทธศาสตร์ทางทหารและการทูตของอิหร่านโดยตรงที่สุดครั้งหนึ่ง การผสมผสานระหว่างคำขู่ด้านนิวเคลียร์ หลักคำสอนการยับยั้งผ่านการระดมมวลชน และแผนสงครามยืดเยื้อเพื่อเอาชนะวาระของทรัมป์ ชี้ให้เห็นว่าเตหะรานกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าที่กินระยะเวลายาวนาน มากกว่าที่จะหาทางออกทางการทูตอย่างรวดเร็ว การล่มสลายของข้อตกลงชั่วคราวเดือนมิถุนายน การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง และการเรียกร้องค่าชดเชยซึ่งกันและกันระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ล้วนตอกย้ำแนวโน้มนี้ทั้งหมด
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
พลจัตวา โมฮัมหมัด เรซา นักดี ที่ปรึกษาอาวุโสของ IRGC ขู่ว่า หากสหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วโลกจะถูกยึดครองในวันรุ่งขึ้น และเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น 'ความผิดพลาดครั้งร้ายแรง' [2][3][10]
พลจัตวา โมฮัมหมัด เรซา นักดี ที่ปรึกษาอาวุโสของ IRGC ขู่ว่า หากสหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วโลกจะถูกยึดครองในวันรุ่งขึ้น และเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น 'ความผิดพลาดครั้งร้ายแรง' [2][3][10] นักดีให้เหตุผลว่าอิหร่านไม่จำเป็นต้องครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมี 'การระดมมวลชนและแนวร่วมประชาชน' เป็นเครื่องมือข่มขู่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด [3][11]
เขาวางแผนยืดเยื้อสงครามกับสหรัฐฯ ไปจนกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ้นจากตำแหน่งในเดือนมกราคม 2029 เพื่อสร้างความเสียหายและเป็นบทเรียนให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อๆ ไป [1][4][6]