ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ตัวเลขที่ไม่ได้ร้อนแรงเกินคาดนี้ ทำให้นักลงทุนตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีพื้นที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันได้ ส่งผลให้อัตราฟิวเจอร์สของกองทุนเฟด (Fed funds futures) สะท้อนโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่เพียง 40% เท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับประมาณ 55% ที่เห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์ชี้ว่าข้อมูลเงินเฟ้อนี้น่าจะทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนออกไป แม้ว่าตลาดจะยังคงมองว่ามีโอกาสถึง 56% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคมก็ตาม
ปัจจัยอัตราเงินเฟ้อถูกซูเปอร์ชาร์จด้วยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นเทคโนโลยี การพุ่งขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทข้ามคืน ซึ่งหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวขึ้นอย่างมาก สร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะยังคงดำเนินต่อไป ในเอเชีย การปรับตัวนี้ส่งผลโดยตรงต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ยักษ์ใหญ่ด้านชิปอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix นำทัพ โดยหุ้น Samsung พุ่งขึ้นประมาณ 5% และ SK Hynix ปรับตัวขึ้นมากกว่า 7% ในการซื้อขายช่วงแรก การพุ่งขึ้นนี้ส่งผลให้ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้บวกขึ้นถึง 4.4% สร้างสถิติเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค และเป็นการฟื้นตัวอย่างน่าทึ่งจากการเทขายครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยรวมแล้วดัชนี KOSPI ได้พุ่งขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยได้แรงหนุนหลักจากนักลงทุนรายย่อยที่แห่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม ดัชนีก็ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อปลายเดือนมิถุนายนประมาณ 24%
ถึงแม้เกาหลีใต้จะโดดเด่นที่สุด แต่การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ก็กระจายตัวเป็นวงกว้าง:
ที่หนุนบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้นอีกคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวลดลง โดยเป็นการสิ้นสุดการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 6 วัน และมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การลดลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง
ในตลาดค่าเงิน เยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนนำการคาดการณ์เรื่องการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้ามาเร็วขึ้น โดยมองว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวันก่อนหน้าซึ่งเยนอ่อนค่าลงก่อนที่ข้อมูล CPI จะออกมา
การแข็งค่าของเงินเยนมีปัจจัยจากการเก็งกำไรเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่เพิ่มมากขึ้น ในการประชุมเมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% แต่ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างเข้มงวด เป็นครั้งแรกที่ BOJ เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงกว่าเป้าหมาย และระบุถึงความเสี่ยงด้านราคาที่เพิ่มขึ้น ผู้ว่าการคาซูโอะ อุเอดะ กล่าวว่าธนาคารกลางจะไม่ "ตามหลังเส้นโค้ง" และอาจเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนกันยายน ปัจจัยอีกประการที่หนุนค่าเงินเยนคือการคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าช่วยเหลือค่าเงินในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าได้ใช้เงินมากถึง 36.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อเยนและพยุงค่าเงิน
| ปัจจัย | รายละเอียด |
|---|---|
| ตัวเร่งหลัก | ข้อมูล CPI เดือนกรกฎาคมสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด (3.4% YoY) ทำให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเฟดในเดือนก.ย.ลดลงเหลือ 40% |
| ตลาดดีดตัวมากที่สุด | ดัชนี KOSPI เกาหลีใต้ (+4.4%) นำโดย Samsung และ SK Hynix |
| ผู้นำภาคส่วน | หุ้นกลุ่ม AI/เซมิคอนดักเตอร์ ตามการฟื้นตัวของตลาดวอลล์สตรีท |
| น้ำมัน | ราคาเบรนท์ลดลง ยุติการปรับตัวขึ้น 6 วันติดต่อกัน อยู่ที่ ~80 ดอลลาร์/บาร์เรล |
| ค่าเงิน | เยนแข็งค่าจากการคาดการณ์ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นในเดือนก.ย. |
| แนวโน้ม BOJ | สัญญาณ hawkish จากการประชุมเดือนก.ค.; การปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.กลับมาสู่ความสนใจอีกครั้ง |
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ตัวเลขที่ไม่ได้ร้อนแรงเกินคาดนี้ ทำให้นักลงทุนตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีพื้นที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันได้ ส่งผลให้อัตราฟิวเจอร์สของกองทุนเฟด (Fed funds futures) สะท้อนโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่เพียง 40% เท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับประมาณ 55% ที่เห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน นักวิเคราะห์ชี้ว่าข้อมูลเงินเฟ้อนี้น่าจะทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนออกไป แม้ว่าตลาดจะยังคงมองว่ามีโอกาสถึง 56% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคมก็ตาม
ปัจจัยอัตราเงินเฟ้อถูกซูเปอร์ชาร์จด้วยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นเทคโนโลยี การพุ่งขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทข้ามคืน ซึ่งหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวขึ้นอย่างมาก สร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะยังคงดำเนินต่อไป ในเอเชีย การปรับตัวนี้ส่งผลโดยตรงต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ยักษ์ใหญ่ด้านชิปอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix นำทัพ โดยหุ้น Samsung พุ่งขึ้นประมาณ 5% และ SK Hynix ปรับตัวขึ้นมากกว่า 7% ในการซื้อขายช่วงแรก การพุ่งขึ้นนี้ส่งผลให้ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้บวกขึ้นถึง 4.4% สร้างสถิติเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค และเป็นการฟื้นตัวอย่างน่าทึ่งจากการเทขายครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยรวมแล้วดัชนี KOSPI ได้พุ่งขึ้นมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยได้แรงหนุนหลักจากนักลงทุนรายย่อยที่แห่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม ดัชนีก็ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อปลายเดือนมิถุนายนประมาณ 24%
ถึงแม้เกาหลีใต้จะโดดเด่นที่สุด แต่การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ก็กระจายตัวเป็นวงกว้าง:
ที่หนุนบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้นอีกคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวลดลง โดยเป็นการสิ้นสุดการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 6 วัน และมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การลดลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง
ในตลาดค่าเงิน เยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนนำการคาดการณ์เรื่องการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้ามาเร็วขึ้น โดยมองว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวันก่อนหน้าซึ่งเยนอ่อนค่าลงก่อนที่ข้อมูล CPI จะออกมา
การแข็งค่าของเงินเยนมีปัจจัยจากการเก็งกำไรเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่เพิ่มมากขึ้น ในการประชุมเมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% แต่ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างเข้มงวด เป็นครั้งแรกที่ BOJ เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงกว่าเป้าหมาย และระบุถึงความเสี่ยงด้านราคาที่เพิ่มขึ้น ผู้ว่าการคาซูโอะ อุเอดะ กล่าวว่าธนาคารกลางจะไม่ "ตามหลังเส้นโค้ง" และอาจเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนกันยายน ปัจจัยอีกประการที่หนุนค่าเงินเยนคือการคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าช่วยเหลือค่าเงินในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าได้ใช้เงินมากถึง 36.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อเยนและพยุงค่าเงิน
| ปัจจัย | รายละเอียด |
|---|---|
| ตัวเร่งหลัก | ข้อมูล CPI เดือนกรกฎาคมสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด (3.4% YoY) ทำให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเฟดในเดือนก.ย.ลดลงเหลือ 40% |
| ตลาดดีดตัวมากที่สุด | ดัชนี KOSPI เกาหลีใต้ (+4.4%) นำโดย Samsung และ SK Hynix |
| ผู้นำภาคส่วน | หุ้นกลุ่ม AI/เซมิคอนดักเตอร์ ตามการฟื้นตัวของตลาดวอลล์สตรีท |
| น้ำมัน | ราคาเบรนท์ลดลง ยุติการปรับตัวขึ้น 6 วันติดต่อกัน อยู่ที่ ~80 ดอลลาร์/บาร์เรล |
| ค่าเงิน | เยนแข็งค่าจากการคาดการณ์ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นในเดือนก.ย. |
| แนวโน้ม BOJ | สัญญาณ hawkish จากการประชุมเดือนก.ค.; การปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.กลับมาสู่ความสนใจอีกครั้ง |