การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 19 ราย นอกจากนี้ พนักงานของโรงงานเหล็กซาโปริซสตัล (Zaporizhstal) จำนวน 7 คนเสียชีวิต และอีก 21 คนได้รับบาดเจ็บ เมื่อขีปนาวุธพิสัยใกล้ลูกหนึ่งโจมตีพื้นที่อุตสาหกรรมขณะที่คนงานกำลังมุ่งหน้าไปยังที่หลบภัยหลังจากสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ โรงงานต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว มีการประกาศไว้อาลัยในเมืองเป็นเวลา 1 วันในวันที่ 12 สิงหาคม
เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 12 สิงหาคม เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้จากบริเวณเมืองวอนซานบนชายฝั่งตะวันออก ไปยังทะเลตะวันออก (ทะเลญี่ปุ่น) กองเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 06:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร (435 ไมล์) ก่อนตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ข้อมูลของญี่ปุ่นระบุว่ามีความสูงสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร
ทางการเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยืนยันว่านี่เป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ต้องสงสัยครั้งที่ 11 ของเกาหลีเหนือในปี 2569 นับเป็นการทดสอบครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสัปดาห์ หลังจากการยิงจากพื้นที่วอนซานเดียวกันเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม
การทดสอบขีปนาวุธในวันที่ 12 สิงหาคมถูกมองว่าเป็นการประท้วงโดยเจตนาก่อนการซ้อมรบร่วม Ulchi Freedom Shield ประจำปีระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกาศว่าจะเริ่มในวันที่ 17 สิงหาคม เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบเหล่านี้เป็นประจำว่าเป็นการซ้อมรุกราน
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ยกระดับคำเตือนเกี่ยวกับการส่งกำลังคนของเกาหลีเหนือ โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "ได้มีการตัดสินใจส่งชาวเกาหลีเหนือจำนวน 30,000 ถึง 50,000 นายไปประจำการในดินแดนของรัสเซีย" นี่เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการในเดือนกรกฎาคมของเขาที่ 30,000 นาย เซเลนสกีกล่าวว่าการปรากฏตัวของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นเป็นระยะ: "ตอนแรกเราพูดถึงกันเป็นร้อยคน ต่อมาเป็นพันคน และตอนนี้ได้มีการตัดสินใจส่ง 30,000 ถึง 50,000 คนแล้ว"
เซเลนสกีไม่ได้ระบุว่าทางเคียฟได้รับข้อมูลนี้มาอย่างไร ตัวเลขประมาณการนี้จะสูงกว่าจำนวนทหารเกาหลีเหนือประมาณ 11,000 ถึง 14,000 นายที่ถูกส่งไปยังแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซียแล้วตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน
รายงานหลายฉบับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 อ้างอิงคำกล่าวอ้างของเซเลนสกีที่ว่าเปียงยางมีรายได้ประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการส่งออกอาวุธไปยังรัสเซีย ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธ กระสุนปืนใหญ่ และกำลังพล รายได้นี้ทำให้คิม จองอึน มีเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และข้อมูลอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบสำหรับกองกำลังของเขา
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม หน่วยข่าวกรองกลาโหมยูเครน (HUR) รายงานว่าหน่วยขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเริ่มเคลื่อนพลไปยังแคว้นโวโรเนซของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 150 กิโลเมตร อันดรีย์ แชร์เนียค โฆษกของ HUR กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าหน่วยดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรเกาหลีเหนือประมาณ 90 นาย พร้อมด้วยเครื่องยิงแบบ Transporter-Erector-Launcher จำนวน 6 คัน และขีปนาวุธพิสัยใกล้ KN-23 และ KN-24 มากถึง 120 ลูก เปียงยางได้ส่งมอบขีปนาวุธชุดใหม่จำนวน 40 ลูกแล้ว โดยหน่วยนี้ปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของกองพลขีปนาวุธรักษาพระองค์ที่ 112 ของรัสเซีย
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการส่งกำลังพลครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในลักษณะนี้ จะช่วยให้พลประจำการของเกาหลีเหนือได้รับประสบการณ์ในการปฏิบัติการ ขณะเดียวกันก็ทำให้รัสเซียสามารถโจมตีเป้าหมายในยูเครนได้ลึกขึ้นด้วยอาวุธที่มีจำนวนมากขึ้น
สำนักข่าวตะวันตกและยูเครนหลายแห่งรายงานว่าเจ้าหน้าที่จีนรับทราบและเฝ้าติดตามการส่งมอบทางทหารที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีเหนือไปยังรัสเซียอย่างใกล้ชิด รวมถึงการส่งขีปนาวุธและกำลังพล แต่ยังไม่ได้เข้าแทรกแซงเพื่อหยุดยั้ง นักวิเคราะห์อิสระตั้งข้อสังเกตว่าปักกิ่งประสบกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์ คือได้ประโยชน์จากที่เปียงยางเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ แต่อาจเสี่ยงถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งที่กว้างขึ้น
ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในช่วงเวลานี้บรรยายถึงแนวทางของคิม จองอึน ว่าเป็น "Strategic Delinquency" หรือ การก่ออาชญากรรมเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือการถ่วงดุลระหว่างรัสเซียและจีนอย่างจงใจ ด้วยการส่งขีปนาวุธและกำลังพลให้รัสเซีย คิมได้รับเงินตราต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และข้อมูลอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบ ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณไปยังปักกิ่งว่าเปียงยางมีพันธมิตรที่ทรงอำนาจอื่นๆ ในขณะที่จีนไม่สบายใจกับความไม่มั่นคงนี้ แต่ไม่เต็มใจที่จะแตกหักกับพันธมิตรใด จึงมีอิทธิพลจำกัดต่อพฤติกรรมของคิม
เจ้าหน้าที่ยูเครนและนักวิเคราะห์ตะวันตกตั้งข้อสังเกตว่าความสำเร็จของการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย รวมถึงขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือส่งให้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดแคลนระบบสกัดกั้นแพทริออตและระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงอื่นๆ อย่างรุนแรงของยูเครน เซเลนสกีเรียกร้องให้เกาหลีใต้ให้การสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศในช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ หากไม่มีขีปนาวุธสกัดกั้นที่เพียงพอ แม้แต่ขีปนาวุธพิสัยใกล้ KN-23/24 ที่ช้ากว่าก็สามารถเจาะทะลุและสร้างความสูญเสียจำนวนมากได้
เหตุการณ์ในวันที่ 11–12 สิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าบทบาทของเกาหลีเหนือในสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้นก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้จัดหาอาวุธไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมทางทหารอย่างแข็งขันแล้ว ด้วยการมีหน่วยขีปนาวุธบนแผ่นดินรัสเซีย ทหารอีกหลายพันนายที่อาจกำลังเดินทางมา และอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบถูกยิงใส่เมืองต่างๆ ของยูเครน กลยุทธ์ของเปียงยางในการใช้ประโยชน์จากสงครามเพื่อหารายได้ ประสบการณ์ และอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้น
การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 19 ราย นอกจากนี้ พนักงานของโรงงานเหล็กซาโปริซสตัล (Zaporizhstal) จำนวน 7 คนเสียชีวิต และอีก 21 คนได้รับบาดเจ็บ เมื่อขีปนาวุธพิสัยใกล้ลูกหนึ่งโจมตีพื้นที่อุตสาหกรรมขณะที่คนงานกำลังมุ่งหน้าไปยังที่หลบภัยหลังจากสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ โรงงานต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว มีการประกาศไว้อาลัยในเมืองเป็นเวลา 1 วันในวันที่ 12 สิงหาคม
เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 12 สิงหาคม เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้จากบริเวณเมืองวอนซานบนชายฝั่งตะวันออก ไปยังทะเลตะวันออก (ทะเลญี่ปุ่น) กองเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 06:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร (435 ไมล์) ก่อนตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น ข้อมูลของญี่ปุ่นระบุว่ามีความสูงสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร
ทางการเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยืนยันว่านี่เป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ต้องสงสัยครั้งที่ 11 ของเกาหลีเหนือในปี 2569 นับเป็นการทดสอบครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสัปดาห์ หลังจากการยิงจากพื้นที่วอนซานเดียวกันเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม
การทดสอบขีปนาวุธในวันที่ 12 สิงหาคมถูกมองว่าเป็นการประท้วงโดยเจตนาก่อนการซ้อมรบร่วม Ulchi Freedom Shield ประจำปีระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกาศว่าจะเริ่มในวันที่ 17 สิงหาคม เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบเหล่านี้เป็นประจำว่าเป็นการซ้อมรุกราน
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ยกระดับคำเตือนเกี่ยวกับการส่งกำลังคนของเกาหลีเหนือ โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "ได้มีการตัดสินใจส่งชาวเกาหลีเหนือจำนวน 30,000 ถึง 50,000 นายไปประจำการในดินแดนของรัสเซีย" นี่เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการในเดือนกรกฎาคมของเขาที่ 30,000 นาย เซเลนสกีกล่าวว่าการปรากฏตัวของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นเป็นระยะ: "ตอนแรกเราพูดถึงกันเป็นร้อยคน ต่อมาเป็นพันคน และตอนนี้ได้มีการตัดสินใจส่ง 30,000 ถึง 50,000 คนแล้ว"
เซเลนสกีไม่ได้ระบุว่าทางเคียฟได้รับข้อมูลนี้มาอย่างไร ตัวเลขประมาณการนี้จะสูงกว่าจำนวนทหารเกาหลีเหนือประมาณ 11,000 ถึง 14,000 นายที่ถูกส่งไปยังแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซียแล้วตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน
รายงานหลายฉบับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 อ้างอิงคำกล่าวอ้างของเซเลนสกีที่ว่าเปียงยางมีรายได้ประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการส่งออกอาวุธไปยังรัสเซีย ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธ กระสุนปืนใหญ่ และกำลังพล รายได้นี้ทำให้คิม จองอึน มีเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และข้อมูลอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบสำหรับกองกำลังของเขา
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม หน่วยข่าวกรองกลาโหมยูเครน (HUR) รายงานว่าหน่วยขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเริ่มเคลื่อนพลไปยังแคว้นโวโรเนซของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 150 กิโลเมตร อันดรีย์ แชร์เนียค โฆษกของ HUR กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าหน่วยดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรเกาหลีเหนือประมาณ 90 นาย พร้อมด้วยเครื่องยิงแบบ Transporter-Erector-Launcher จำนวน 6 คัน และขีปนาวุธพิสัยใกล้ KN-23 และ KN-24 มากถึง 120 ลูก เปียงยางได้ส่งมอบขีปนาวุธชุดใหม่จำนวน 40 ลูกแล้ว โดยหน่วยนี้ปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของกองพลขีปนาวุธรักษาพระองค์ที่ 112 ของรัสเซีย
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการส่งกำลังพลครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในลักษณะนี้ จะช่วยให้พลประจำการของเกาหลีเหนือได้รับประสบการณ์ในการปฏิบัติการ ขณะเดียวกันก็ทำให้รัสเซียสามารถโจมตีเป้าหมายในยูเครนได้ลึกขึ้นด้วยอาวุธที่มีจำนวนมากขึ้น
สำนักข่าวตะวันตกและยูเครนหลายแห่งรายงานว่าเจ้าหน้าที่จีนรับทราบและเฝ้าติดตามการส่งมอบทางทหารที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีเหนือไปยังรัสเซียอย่างใกล้ชิด รวมถึงการส่งขีปนาวุธและกำลังพล แต่ยังไม่ได้เข้าแทรกแซงเพื่อหยุดยั้ง นักวิเคราะห์อิสระตั้งข้อสังเกตว่าปักกิ่งประสบกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์ คือได้ประโยชน์จากที่เปียงยางเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ แต่อาจเสี่ยงถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งที่กว้างขึ้น
ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในช่วงเวลานี้บรรยายถึงแนวทางของคิม จองอึน ว่าเป็น "Strategic Delinquency" หรือ การก่ออาชญากรรมเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือการถ่วงดุลระหว่างรัสเซียและจีนอย่างจงใจ ด้วยการส่งขีปนาวุธและกำลังพลให้รัสเซีย คิมได้รับเงินตราต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และข้อมูลอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบ ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณไปยังปักกิ่งว่าเปียงยางมีพันธมิตรที่ทรงอำนาจอื่นๆ ในขณะที่จีนไม่สบายใจกับความไม่มั่นคงนี้ แต่ไม่เต็มใจที่จะแตกหักกับพันธมิตรใด จึงมีอิทธิพลจำกัดต่อพฤติกรรมของคิม
เจ้าหน้าที่ยูเครนและนักวิเคราะห์ตะวันตกตั้งข้อสังเกตว่าความสำเร็จของการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย รวมถึงขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือส่งให้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดแคลนระบบสกัดกั้นแพทริออตและระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงอื่นๆ อย่างรุนแรงของยูเครน เซเลนสกีเรียกร้องให้เกาหลีใต้ให้การสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศในช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ หากไม่มีขีปนาวุธสกัดกั้นที่เพียงพอ แม้แต่ขีปนาวุธพิสัยใกล้ KN-23/24 ที่ช้ากว่าก็สามารถเจาะทะลุและสร้างความสูญเสียจำนวนมากได้
เหตุการณ์ในวันที่ 11–12 สิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าบทบาทของเกาหลีเหนือในสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้นก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้จัดหาอาวุธไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมทางทหารอย่างแข็งขันแล้ว ด้วยการมีหน่วยขีปนาวุธบนแผ่นดินรัสเซีย ทหารอีกหลายพันนายที่อาจกำลังเดินทางมา และอาวุธที่ผ่านการทดสอบในสนามรบถูกยิงใส่เมืองต่างๆ ของยูเครน กลยุทธ์ของเปียงยางในการใช้ประโยชน์จากสงครามเพื่อหารายได้ ประสบการณ์ และอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้น