การโจมตีสามครั้งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 ได้จุดชนวนความกังวลด้านอุปทานน้ำมันอีกครั้งและเป็นชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาดในครั้งนี้
กลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และไม่กี่วันต่อมา他们也อ้างว่าได้โจมตีโรงกลั่น Jazan ของ Saudi Aramco เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบียสองลำในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้น ๆ
เรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Abu Dhabi National Oil Company (ADNOC) ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านยังได้โจมตีเรือบรรทุกอีกสองลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบภายใต้การคุ้มกันของสหรัฐฯ ภายในต้นเดือนสิงหาคม ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ยังคงถูกปิดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับการเปิดอีกครั้ง
ในวันจันทร์ที่ 9-10 สิงหาคม ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 5% อยู่ที่ 82.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 5% มาอยู่ที่ประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน
ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีคือการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์กับ Axios เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม โดยเขากล่าวว่าสหรัฐฯ "กำลังเจรจากึ่ง ๆ กลาง ๆ" กับอิหร่าน และเขาจะพึ่งพาการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ เพื่อกดดันเตหะราน แทนที่จะแสวงหาความก้าวหน้าทางการทูต ถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็ เรียกร้องค่าชดเชยซึ่งกันและกัน โดยทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชย ในขณะที่อิหร่านยืนกรานให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมก่อน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ข้อตกลงในระยะใกล้นี้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
นี่คือการพลิกกลับอย่างรุนแรงของความรู้สึกของตลาด ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 3 สิงหาคม ราคาน้ำมันร่วงลง 7% เมื่อทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและส่งสัญญาณว่าจะมีการเจรจาในเร็ว ๆ นี้ คำว่า "กึ่งเจรจา" ได้บดขยี้ความหวังทางการทูตนั้นจนหมดสิ้น
หุ้นกลุ่มพลังงานยุโรปเป็นกลุ่มที่ outperformer ชัดเจนที่สุด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รอยเตอร์สรายงานว่าหุ้นยุโรปขยับขึ้น "โดยได้แรงหนุนจากหุ้นพลังงาน เนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง" โดย BP, Shell และ TotalEnergies อยู่ในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด การโจมตีโรงกลั่นได้ผลักดันให้มาร์จิ้นการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงยุโรปและส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล (gasoil premium) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด ซึ่งช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับภาคส่วนนี้อย่างมหาศาล
ในขณะเดียวกัน ดัชนี STOXX 600 ทั่วยุโรปเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปิดที่ 660.25 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม โดยได้แรงหนุนจากฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่ความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมัน ทำให้ความอยากเสี่ยงในวงกว้างถูกจำกัด โดยดัชนีเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในหลายวัน ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นกับผลประกอบการของบริษัท
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้ปลุก ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อการวัดราคาผู้บริโภค ทำให้ธนาคารกลางตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
หมายเหตุ: ตัวเลขความน่าจะเป็นที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ (ECB 87%, Fed 52%) สอดคล้องกับตรรกะการประเมินราคาตลาดที่อธิบายไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ปรากฏโดยตรงในพาดหัวข่าวของรอยเตอร์สหรือบลูมเบิร์กระดับสูงสุดในผลการค้นหาก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันว่านักลงทุนกำลังจับตาดู "เบาะแสใหม่เกี่ยวกับการเติบโต เงินเฟ้อ และทิศทางของอัตราดอกเบี้ย" ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
| ปัจจัย | ผลกระทบ |
|---|---|
| กลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ (5 ส.ค.) และโรงกลั่น Jazan | ความกลัวการหยุดชะงักของอุปทาน; ราคาเบรนท์กลับมาเหนือ 80 ดอลลาร์ |
| อิหร่านยิงถล่มเรือ ADNOC และปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ | ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิด; น้ำมันโลกประมาณ 20% เสี่ยง |
| ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ 'กึ่งเจรจา' (9 ส.ค.) | ความหวังทางการทูตพังทลาย; WTI +5%, เบรนท์ ~88 ดอลลาร์ |
| ราคาน้ำมันสูงขึ้น | หุ้นพลังงานพุ่ง (BP, Shell, Total); STOXX 600 ใกล้ทำสถิติแต่ความอยากเสี่ยงถูกจำกัด |
| ความกลัวเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น | อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น, ดอลลาร์แข็งค่า; โอกาส ECB ขึ้นดอกเบี้ยพุ่งเป็น 87%, Fed ขึ้นเป็น 52% |