หลังจากประชุมเสร็จสิ้น นายโรล็องด์ เลอสกูร์ (Roland Lescure) รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประธาน G7 ในปีนั้น ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า "เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น" (we are not there yet) ในการที่จะมีมติร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรอง คำแถลงอย่างเป็นทางการของ G7 หลังจากนั้นระบุเพียงว่า พวกเขา "พร้อมที่จะดำเนินการ" โดยจะใช้ "มาตรการที่จำเป็น" ทั้งหมด รวมถึงการปล่อยน้ำมันสำรอง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก แต่ยังไม่ถึงเวลาลงมือจริง อย่างไรก็ตาม ในวันต่อมา (10 มีนาคม) รัฐมนตรีพลังงานของ G7 ได้มอบหมายให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency - IEA) เร่งประเมินสถานการณ์และตัวเลือกต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันในอนาคต
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาด้านพลังงานของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้คำจำกัดความวิกฤตครั้งนี้อย่างรุนแรงที่สุด โดยระบุว่านี่คือ "การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกมิติของตลาด ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงคลังสำรอง
รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนมีนาคมของ IEA เปิดเผยตัวเลขที่สะเทือนวงการ: อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรงถึง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากเดือนก่อนหน้า) เหลือเพียง 97 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ การผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) เพียงอย่างเดียวลดลงถึง 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 42.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สาเหตุหลักมาจากการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงเกือบ 20% ของทั้งโลก โดยช่องแคบนี้ถูกปิดอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ส่งผลให้ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียสูญเสียกำลังการผลิตราว 14 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 แม้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากแหล่งอื่นๆ ในอเมริกา (สหรัฐฯ บราซิล อาร์เจนตินา และเวเนซุเอลา) แต่ก็ชดเชยส่วนที่หายไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
IEA ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นอีกว่า ภายในปี พ.ศ. 2569 อุปทานน้ำมันโลกจะขาดแคลนต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากสงครามกำลังกัดกินคลังสำรองน้ำมันทั่วโลก "ในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" (unprecedented pace) องค์กรเตือนว่าคลังน้ำมันสำรองอาจเข้าสู่ระดับ "ต่ำอย่างวิกฤต" ก่อนถึงช่วงฤดูร้อนที่เป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันสูงสุด และพวกเขาเน้นย้ำว่าการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเป็นเพียง "มาตรการชั่วคราว" ที่ไม่ใช่ทางออกสำหรับการขาดแคลนอุปทานอย่างแท้จริง นอกจากนี้ IEA ยังได้กลับคำพยากรณ์เดิม โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกจะหดตัวลง เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันให้การบริโภคลดลง (Demand Destruction)
หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นคอขวด (Chokepoint) ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก การขนส่งผ่านช่องแคบนี้ถูกหยุดชะงักลงอย่างหนักตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
สหรัฐฯ ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งการให้กองทัพเรือปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านสองครั้งด้วยกัน: ครั้งแรกเริ่มตั้งแต่กลางเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยสกัดกั้นการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และบีบให้อิหร่านต้องเก็บน้ำมันลอยลำไว้บนเรือบรรทุกน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage) หลังจากนั้น มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ชั่วคราวระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านในวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนชั่วคราว
แต่เมื่อการหยุดยิงล่มสลายลง สหรัฐฯ ก็ได้กลับมาปิดล้อมรอบใหม่อย่างสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งรุนแรงกว่าครั้งก่อน โดยครอบคลุมชายฝั่งทั้งหมดของอิหร่าน รวมถึงท่าเรือและแท่นส่งออกน้ำมันทั้งหมด ไม่ว่ากำลังเรือนั้นจะชักธงชาติใดก็ตาม ในวันแรกของการปิดล้อมรอบใหม่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม มีเรือที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพียง 9 ลำเท่านั้น ซึ่งลดลงจาก 13 ลำในวันก่อนหน้า และไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) หรือเรือ LNG แล่นผ่านเลย นอกจากนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังเปิดเผยว่าได้ปฏิบัติการด้วยอากาศยานเพื่อทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ไม่สามารถเดินเรือต่อไปได้
ราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นเสมือนตัววัดชีพจรเศรษฐกิจโลก พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะระดับเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ต่อมาเมื่อสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมรอบใหม่ในเดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นกว่า 9% ในวันเดียว สู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน IEA เตือนว่า แม้ว่าจะมีการหยุดยิงและบรรลุข้อตกลงสันติภาพในที่สุด การฟื้นฟูกำลังการผลิตที่เสียหายและเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งหมายความว่าโลกกำลังเผชิญกับการขาดแคลนอุปทานที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การปรับตัวขึ้นของราคาที่เกิดจากความตื่นตระหนกเท่านั้น