รายงาน "Science and Technology Indicators 2026" ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 โดย MEXT ระบุว่า การลงทุน R&D รวมของบริษัทและมหาวิทยาลัยในจีนปี 2024 อยู่ที่ 97.1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 615,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 13.1% จากปีก่อนหน้า ส่วนสหรัฐฯ ใช้จ่ายอยู่ที่ 95.3 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 6.7% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่อันดับสามที่ 22.1 ล้านล้านเยน
ตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลของ OECD ที่ปรับตามอำนาจซื้อ (PPP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างประเทศ:
จีน (30%) และสหรัฐฯ (29%) รวมกันคิดเป็น 59% ของการใช้จ่าย R&D ทั่วโลก
ข้อควรทราบ: การเป็นผู้นำของจีนชัดเจนที่สุดเมื่อปรับตาม PPP ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนที่แตกต่างกันระหว่างสองประเทศ หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนปกติ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม OECD และ NSB ใช้ PPP เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ
การเติบโตสองหลักที่ต่อเนื่อง: งบ R&D ของจีนเติบโต 13.1% ในปี 2024 สูงเกือบสองเท่าของสหรัฐฯ ที่ 6.7% ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จีนเพิ่มงบ R&D รวมเกือบ 10% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของสหรัฐฯ มาก
ภาคเอกชนเป็นหัวจักรสำคัญ: รายงานของ MEXT ชี้ว่าการลงทุนของบริษัทเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยการใช้จ่าย R&D ของบริษัทจีนเพิ่มขึ้น 13% เป็น 75.4 ล้านล้านเยน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ออปติคอล
นโยบายอุตสาหกรรมและดึงดูดคนเก่ง: OECD และ NSB ระบุว่าการเติบโตของจีนมาจากการสนับสนุนด้านการลงทุนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง, นโยบายอุตสาหกรรม เช่น "Made in China 2025" และการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถ
ความก้าวหน้าในภาคส่วนสำคัญ: จากรายงานของ Information Technology and Innovation Foundation (ITIF) บริษัทจีนแซงหน้าบริษัทสหรัฐฯ ในด้านความเข้มข้นของการลงทุน R&D ใน 4 ใน 9 ภาคเทคโนโลยีขั้นสูง และหากไม่นับรวมซอฟต์แวร์และชีวเภสัชภัณฑ์ การลงทุน R&D ของบริษัทจีนใน 7 อุตสาหกรรมขั้นสูงนั้นสูงกว่าบริษัทสหรัฐฯ ถึง 6%
ปริมาณกับคุณภาพ: แม้จีนจะนำในเม็ดเงินรวม แต่วิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ยังคงมีความได้เปรียบที่ชัดเจนในด้านคุณภาพงานวิจัย จำนวนบทความตีพิมพ์ที่มีผลกระทบสูง สัดส่วนการวิจัยขั้นพื้นฐาน และผลงานระดับรางวัลโนเบล NSB ระบุว่าจุดแข็งของสหรัฐฯ ยังคงอยู่
ช่องว่างจากแล็บสู่ตลาดเริ่มแคบลง: จีนกำลังปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนดั้งเดิมของระบบนวัตกรรมจีน
การตอบสนองนโยบายของสหรัฐฯ: นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ กว่า 3,300 คนได้เรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯ เพิ่มงบประมาณ R&D เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ข้อค้นพบจาก OECD และ NSB ทำให้เกิดการถกเถียงอีกครั้งเกี่ยวกับกฎหมาย CHIPS and Science Act และนโยบายนวัตกรรมในวงกว้าง
ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์: จีนเป็นผู้นำในตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน เช่น การยื่นขอสิทธิบัตร AI (82,708 ตระกูลสิทธิบัตรระหว่างประเทศในปี 2024 อันดับ 1 ของโลก) และสิทธิบัตรเทคโนโลยีข้อมูลควอนตัม (4,319 กรณี เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 812 กรณี)
แม้จีนจะแซงหน้าในเม็ดเงินรวม แต่ความเข้มข้นของ R&D (สัดส่วน R&D ต่อ GDP) ของจีนยังคงต่ำกว่าสหรัฐฯ โดยจีนมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 2.69% ในปี 2024 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำในด้านการลงทุนวิจัยขั้นพื้นฐานและผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลกระทบสูง
การค้นพบของรายงานญี่ปุ่นถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงปริมาณ แต่ดังที่ NSB และองค์กรอื่นๆ เน้นย้ำ นี่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนผ่านความเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ปริมาณการใช้จ่ายรวมเป็นเพียงมิติหนึ่งของภาพที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงคุณภาพงานวิจัย ความหนาแน่นของบุคลากรที่มีความสามารถ และจุดแข็งเชิงสถาบันที่ยังคงมีอยู่ในระบบของสหรัฐฯ