นักวิจัยใช้ข้อมูล PET ของตัวรับอะเซทิลโคลีน (muscarinic) ใน 68 บริเวณคอร์เทกซ์ มาใส่ในแพลตฟอร์ม The Virtual Brain (TVB) เพื่อสร้างแบบจำลองที่สมจริงขึ้น แบบจำลองที่รวมความแตกต่างของตัวรับ (receptor heterogeneity) ช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อของระบบประสาทระหว่างบริเวณ และสามารถสร้างคลื่นช้าเฉพาะที่เหมือนตอนหลับในบางบริเวณขณะ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did researchers build a whole-brain computer model linking acetylcholine receptor density across 68 cortical regions to brain-wide neura. Article summary: **Enhanced synchronization and information flow**: Incorporating realistic receptor heterogeneity significantly improved interareal functional connectivity and information routing compared to a model where all regions be. Topic tags: general, government, academic, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, wate
เป็นเวลาหลายสิบปีที่แบบจำลองสมองขนาดใหญ่มักปฏิบัติต่อทุกบริเวณของคอร์เทกซ์ราวกับว่าทำงานเหมือนกันหมด ทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ทลายข้อจำกัดนี้ โดยเชื่อมโยงเคมีระดับโมเลกุลของสมองเข้ากับรูปแบบกิจกรรมของสมองทั้งซีก งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences ให้หลักฐานใหม่ว่าความแตกต่างในระดับภูมิภาคของความหนาแน่นของตัวรับมีส่วนช่วยกำหนดวิธีการเคลื่อนที่ของกิจกรรมและข้อมูลในสมอง
นักวิจัยสร้างแบบจำลองโดยผสานแผนที่ความหนาแน่นของตัวรับอะเซทิลโคลีนชนิด muscarinic ที่ได้จากการสแกน PET ใน 68 บริเวณคอร์เทกซ์ เข้าไปใน The Virtual Brain (TVB) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจำลองสมองทั้งซีกแบบโอเพนซอร์ส พวกเขานำแผนที่ความหนาแน่นของตัวรับที่มีการกระจายตัวแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มาวางซ้อนบนเส้นใยเชื่อมต่อโครงสร้างจริงของสมอง (human connectome) และใช้แบบจำลอง mean-field ทางชีวฟิสิกส์ เพื่อจำลองพลวัตของระบบประสาทตั้งแต่สภาวะตื่นจนถึงหลับ
แทนที่จะสมมติว่าคอร์เทกซ์ทุกบริเวณมีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่ละบริเวณใน 68 แห่งมีโปรไฟล์ความหนาแน่นของตัวรับเป็นของตัวเอง ทำให้แบบจำลองสามารถจับภาพว่าสัญญาณเคมีที่เหมือนกันสามารถสร้างผลต่อเครือข่ายประสาทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างโมเลกุลในท้องถิ่น แนวทางนี้ต่อยอดจากงานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งแสดงว่าการกระจายตัวของตัวรับสารสื่อประสาทไม่ได้สุ่ม แต่เป็นไปตามความลาดชันเชิงพื้นที่ที่มีการจัดระเบียบทั่วคอร์เทกซ์
การใส่ความแตกต่างของตัวรับที่สมจริงช่วยปรับปรุงการเชื่อมต่อหน้าที่ระหว่างบริเวณ (interareal functional connectivity) และการส่งข้อมูล (information routing) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับแบบจำลองที่ทุกบริเวณมีพฤติกรรมเหมือนกัน ความหลากหลายทางชีวภาพนี้สนับสนุนสภาวะสมองที่ยืดหยุ่นและประสานงานกันมากขึ้น
ผลลัพธ์สอดคล้องกับงานก่อนหน้าที่แสดงว่าความแตกต่างตามลำดับชั้นของความแข็งแรงของไซแนปส์ในท้องถิ่นช่วยปรับปรุงความแม่นยำของแบบจำลองต่อการเชื่อมต่อหน้าที่ในสภาวะพักที่วัดด้วย fMRI
บางทีผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ แบบจำลองสามารถสร้างปรากฏการณ์จริงของสมองขึ้นมาได้เอง นั่นคือคลื่นช้าแบบหลับ (sleep-like slow oscillations) ที่ปรากฏในบริเวณคอร์เทกซ์เฉพาะแห่ง ในขณะที่คอร์เทกซ์ส่วนอื่นยังคงอยู่ในสภาวะคล้ายตื่น สิ่งนี้เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการขาดสมาธิ การอดนอน และรอบๆ รอยโรคในสมอง
ผลลัพธ์สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่แสดงว่าระดับอะเซทิลโคลินที่ต่ำระหว่างการนอนหลับกระตุ้นให้ไมโครเซอร์กิตทำงานในจังหวะคลื่นช้าและเกิดการซิงโครไนซ์ของเครือข่าย
อะเซทิลโคลีนไม่ได้ออกฤทธิ์สม่ำเสมอทั่วสมอง ผลของมันขึ้นอยู่กับว่าตัวรับกระจุกตัวอยู่ที่ใด หมายความว่าสัญญาณเคมีเดียวกันสามารถสร้างพลวัตของเครือข่ายที่แตกต่างกันในบริเวณคอร์เทกซ์ต่างๆ ความเข้มข้นของ ACh สูง เช่น ระหว่างการตื่นหรือภาระงานที่ต้องใช้สมาธิ จะทำให้กิจกรรมของเครือข่ายแยกส่วน (desynchronize) ในขณะที่ระดับ ACh ต่ำจะทำให้รูปแบบคลื่นช้าที่ซิงโครไนซ์กันปรากฏขึ้น
การศึกษานี้ให้กรอบการคำนวณที่เป็นรูปธรรมซึ่งเชื่อมต่อเคมีโมเลกุลระดับจุลภาค (การกระจายตัวของตัวรับ) เข้ากับกิจกรรมหน้าที่ของสมองในระดับมหภาคทั่วทั้งสมอง ผู้เขียนเสนอว่าแนวทางนี้อาจช่วยอธิบายการเปลี่ยนสถานะในความผิดปกติของสติสัมปชัญญะ การบาดเจ็บของสมองแบบโฟกัส และโรคระบบประสาทเสื่อม
แบบจำลองสมองขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มักทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นโดยปฏิบัติต่อทุกบริเวณคอร์เทกซ์ราวกับทำงานเหมือนกัน แบบจำลองใหม่นี้ใช้แนวทางที่แตกต่าง โดยรวมแผนที่รายละเอียดของความหนาแน่นของตัวรับอะเซทิลโคลีนชนิด muscarinic เพื่อสร้างการจำลองที่สมจริงยิ่งขึ้นว่าสมองอาจเปลี่ยนระหว่างสภาวะรู้ตัวและไม่รู้ตัวได้อย่างไร
แบบจำลองนี้พัฒนาขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The Virtual Brain Twin Project และโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย EBRAINS 2.0 งานนี้นำโดย Leonardo Dalla Porta ที่ Institut d'Investigacions Biomèdiques August Pi i Sunyer (IDIBAPS) ร่วมกับนักวิจัยจาก CEITEC - Central European Institute of Technology
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
นักวิจัยใช้ข้อมูล PET ของตัวรับอะเซทิลโคลีน (muscarinic) ใน 68 บริเวณคอร์เทกซ์ มาใส่ในแพลตฟอร์ม The Virtual Brain (TVB) เพื่อสร้างแบบจำลองที่สมจริงขึ้น
นักวิจัยใช้ข้อมูล PET ของตัวรับอะเซทิลโคลีน (muscarinic) ใน 68 บริเวณคอร์เทกซ์ มาใส่ในแพลตฟอร์ม The Virtual Brain (TVB) เพื่อสร้างแบบจำลองที่สมจริงขึ้น แบบจำลองที่รวมความแตกต่างของตัวรับ (receptor heterogeneity) ช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อของระบบประสาทระหว่างบริเวณ และสามารถสร้างคลื่นช้าเฉพาะที่เหมือนตอนหลับในบางบริเวณขณะส่วนอื่นยังตื่นอยู่
ผลลัพธ์นี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเคมีโมเลกุลกับกิจกรรมสมองระดับมหภาค และอาจช่วยอธิบายความผิดปกติของสติสัมปชัญญะ การบาดเจ็บของสมอง และโรคระบบประสาทเสื่อม