แผนดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 โดย UMG ตั้งใจขายหุ้น Spotify ประมาณ 50% จากมูลค่าการถือครองรวมราว 2.7 พันล้านยูโร คาดว่าจะสร้างเงินได้ทั้งหมดประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ จากรายงานประจำปี 2025 UMG ถือหุ้น Spotify ประมาณ 6.49 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนราว 3.1% ของบริษัท
เงื่อนไขในสัญญาของ Swift กับ UMG และ Republic Records กำหนดให้รายได้จากการขายหุ้น Spotify ส่วนหนึ่งถูกแจกจ่ายให้ศิลปินทั้งหมดในเครือ UMG โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าศิลปินคนนั้นยังมียอดเงินล่วงหน้าที่ต้องคืนให้ค่ายหรือไม่
พูดง่าย ๆ คือ เงินก้อนนี้จะถูกจ่ายเป็นเงินสดผ่านรายการค่าลิขสิทธิ์ ไม่ใช่เครดิตที่นำไปหักกับยอดเงินล่วงหน้าในอนาคต แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมประเมินว่าศิลปินอาจได้รับประมาณ 28% ของรายได้จากการขาย หรือราว 130–131 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพียงครั้งเดียว
คาดว่าการจ่ายเงินจะปรากฏผ่านรายการสรุปค่าลิขสิทธิ์ของศิลปินในช่วงกลางถึงปลายปี 2026
เมื่อ Swift เซ็นสัญญากับ UMG ในเดือนพฤศจิกายน 2018 หลังออกจาก Big Machine Records เธอระบุว่าเงื่อนไขนี้เป็นสิ่งที่ยอมถอยไม่ได้ พร้อมเขียนว่า:
“ในสัญญาใหม่กับ Universal Music Group ฉันขอให้การขายหุ้น Spotify ของบริษัททุกครั้งนำไปสู่การแจกจ่ายเงินให้ศิลปิน โดยไม่สามารถเรียกคืนหรือหักกลบได้ และพวกเขาก็ตกลงอย่างใจกว้าง”
Swift ยังเคยบอกว่าเงื่อนไขนี้เป็น “เงื่อนไขเดียวที่มีความหมายกับฉันมากกว่าประเด็นอื่นใดในสัญญา”
นโยบายแบ่งรายได้จากหุ้นแพลตฟอร์มสตรีมมิงไม่ได้เริ่มต้นจาก Swift หรือ UMG เพียงฝ่ายเดียว
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 Steve Cooper ซีอีโอของ Warner Music Group (WMG) ประกาศว่า หากบริษัทขายหุ้น Spotify ก็จะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้ศิลปิน ต่อมาในปี 2018 WMG ขายหุ้น Spotify ทั้งหมดได้ 504 ล้านดอลลาร์ และจัดสรรประมาณ 126 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% เข้าบัญชีศิลปิน
Sony Music ก็ขายหุ้น Spotify ประมาณครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้เงิน 768 ล้านดอลลาร์ และแจกจ่ายให้ศิลปินราว 250 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 32.5% โดยไม่คำนึงว่าศิลปินจะมียอดค้างชำระจากเงินล่วงหน้าหรือไม่
จุดที่ Swift พยายามเพิ่มให้ชัดเจนในสัญญา UMG คือ ศิลปินต้องได้รับเงินแบบ non-recoupable แตกต่างจากแนวทางของ Warner ซึ่งนำเงินส่วนหนึ่งไปหักกับยอดที่ศิลปินยังไม่สามารถชดใช้คืนได้
นอกจากแบ่งรายได้ให้ศิลปินแล้ว UMG ยังเตรียมนำเงินจากการขายหุ้น Spotify ไปสนับสนุนแผนซื้อหุ้นของบริษัทคืน หรือ share buyback ซึ่งเป็นการที่บริษัทใช้เงินซื้อหุ้นของตัวเองกลับจากตลาด
UMG ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งแรกมูลค่า 500 ล้านยูโร หรือประมาณ 575 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2026 หลังราคาหุ้นลดลงนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน โครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม โดยซื้อหุ้นคืนประมาณ 26.7 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยใกล้ 18 ยูโรต่อหุ้น
วันที่ 29 เมษายน UMG เพิ่มวงเงินอนุมัติการซื้อหุ้นคืนเป็น 1 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1.14 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเงินจากการขายหุ้น Spotify เป็นแหล่งทุนสำคัญ
| รายการซื้อหุ้นคืน | มูลค่า | สถานะ |
|---|---|---|
| โครงการแรก ประกาศเดือนมีนาคม 2026 | 500 ล้านยูโร | เสร็จสิ้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 |
| การซื้อหุ้นคืนจากกองทุน Pershing Square เดือนมิถุนายน 2026 | 250 ล้านยูโร | เสร็จสิ้นแล้ว |
| วงเงินอนุมัติที่ขยายในเดือนเมษายน 2026 | รวม 1 พันล้านยูโร | อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีเงินจากการขายหุ้น Spotify สนับสนุน |
| โครงการเพิ่มเติมเดือนสิงหาคม 2026 | 250 ล้านยูโร | เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 |
แผนซื้อหุ้นคืนเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจาก Bill Ackman นักลงทุนและ Pershing Square ซึ่งเคยเสนอซื้อ UMG ด้วยมูลค่าประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ โดยแผนดังกล่าวรวมถึงการขายหุ้น Spotify ออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ UMG เลือกดำเนินการขายหุ้นและซื้อหุ้นคืนด้วยแนวทางของบริษัทเอง
UMG รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 เติบโต 5.3% โดยได้แรงหนุนจากรายได้สมาชิกบริการสตรีมมิงที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย ซึ่งรวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Drake ตลอดจนค่าใช้จ่ายจากโครงการซื้อหุ้นคืน
หลังการประกาศผลประกอบการ ราคาหุ้น UMG ลดลงประมาณ 25% สะท้อนว่าการเติบโตของรายได้ไม่ได้แปลว่าตลาดจะมองผลประกอบการในแง่บวกเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและการลงทุนครั้งใหญ่ในเวลาเดียวกัน
สำหรับข้อตกลงเฉพาะระหว่าง UMG กับ Spotify เกี่ยวกับเพลงที่สร้างโดย AI แหล่งข่าวที่มีอยู่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพียงพอ จึงยังไม่ควรสรุปถึงเงื่อนไขของดีลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมชี้ว่าค่ายเพลงรายใหญ่กำลังเดินสองทางพร้อมกัน คือดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้ผลงานโดย AI และสำรวจรูปแบบใบอนุญาตหรือข้อตกลงใหม่กับแพลตฟอร์มสตรีมมิง
ในภาพใหญ่ การขายหุ้น Spotify ช่วยให้ UMG มีเงินสำหรับคืนทุนให้ผู้ถือหุ้นและบริหารการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ขณะที่สำหรับศิลปิน เงินก้อนนี้คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากเงื่อนไขในสัญญาของ Swift เมื่อแปดปีก่อน ซึ่งกำลังเปลี่ยนกำไรจากสินทรัพย์ของค่ายเพลงให้กลายเป็นเงินจ่ายจริงโดยไม่ถูกนำไปหักกับยอดเงินล่วงหน้า