แกนหลักของข้อเสนอมี 3 ประการ ได้แก่
ข้อเสนอนี้ไม่ได้ห้ามใช้ AI ในการทำเพลงทั้งหมด เพลงที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วย แต่ยังมีแกนสร้างสรรค์จากมนุษย์ อาจยังมีสิทธิ์ขึ้นชาร์ตได้ ขณะที่เพลงที่สร้างโดย AI แทบทั้งหมดจะถูกกันออกจากชาร์ต
อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้กติกานี้ซับซ้อนคือคำถามว่า แพลตฟอร์มใดถือว่า “ได้รับอนุญาต”
Sony Music ยังคงฟ้อง Suno และ Udio ขณะที่ Warner Music ยุติข้อพิพาทกับ Suno เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 และทำข้อตกลงใบอนุญาต ส่วน Universal Music ยุติข้อพิพาทกับ Udio เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และกำลังร่วมเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ที่มีใบอนุญาตในปี 2026
นั่นหมายความว่า แพลตฟอร์มหนึ่งอาจถูกมองว่า “ได้รับอนุญาต” จากค่ายที่ทำข้อตกลงด้วย แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับค่ายคู่แข่งที่เดินหน้าฟ้องบริษัทเดียวกันอยู่ ทำให้การบังคับใช้กฎอาจเกิดเป็นภาพที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
สหพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติ หรือ IFPI ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนอุตสาหกรรมการบันทึกเสียงทั่วโลก สนับสนุนหลักเกณฑ์เรื่องการติดป้ายกำกับ และได้ปรับแนวทางสำหรับระบบชาร์ตเพลงของตนแล้ว
หลักฐานจากเอกสารในคดีและการสืบสวนหลายชิ้นทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลเพลงจากอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง
ภาพรวมจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า AI สร้างเพลงได้ดีแค่ไหน แต่รวมถึงคำถามก่อนหน้านั้นว่า โมเดลเรียนรู้จากผลงานของใคร และเจ้าของผลงานเคยอนุญาตหรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่
ประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือ ศิลปินอาจไม่ได้เผชิญหน้ากับบริษัท AI เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องตรวจสอบการตัดสินใจของค่ายเพลงที่ถือสิทธิ์หรือดูแลผลงานของตนด้วย
สหภาพ American Federation of Musicians ซึ่งเป็นสหภาพนักดนตรีเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฟ้อง Warner Music Group และ Universal Music Group เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 โดยกล่าวหาว่าค่ายเพลงนำเสียงบันทึกของสมาชิกไปอนุญาตให้ Suno และ Udio ใช้เป็นข้อมูลฝึก AI โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือจ่ายค่าตอบแทนแก่นักดนตรี และอาจขัดต่อข้อตกลงการเจรจาร่วม
ขณะเดียวกัน นักดนตรีอิสระหลายพันคนเข้าร่วมคดีแบบกลุ่มต่อ Suno และ Udio โดยตรง พร้อมกล่าวหาว่าเพลงของพวกเขาถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
สถานการณ์ของค่ายเพลงรายใหญ่ก็แตกต่างกันออกไป ดังนี้
ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงนี้: ค่ายเพลงกลุ่มเดียวกับที่เรียกร้องให้ชาร์ตกัน “AI ที่ไม่มีใบอนุญาต” ออกจากระบบ กำลังถูกศิลปินของตัวเองฟ้องเรื่องการนำผลงานไปทำข้อตกลงกับบริษัท AI โดยศิลปินอ้างว่าไม่ได้ให้ความยินยอม
ในปี 2026 มีทั้งเครื่องมือเชิงพาณิชย์และโครงการจากวงการวิจัยที่พยายามทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันชั้นแรกให้ศิลปิน
แต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางกฎหมายหรือเทคนิคแบบเดียวที่รับประกันว่าเพลงจะไม่ถูกนำไปใช้ฝึก AI การป้องกันจึงต้องอาศัยหลายชั้นร่วมกัน เช่น การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ การควบคุมช่องทางเผยแพร่ การใช้ระบบปฏิเสธการนำข้อมูลไปฝึก และการป้องกันเสียงแบบ adversarial
เมื่อเดือนมกราคม 2026 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ Madeleine Dean และ Nathaniel Moran เสนอร่างกฎหมายแบบสองพรรคชื่อ Transparency and Responsibility for Artificial Intelligence Networks หรือ TRAIN Act
ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายช่วยให้นักดนตรี ศิลปิน นักเขียน และผู้สร้างสรรค์ตรวจสอบได้ว่าผลงานที่มีลิขสิทธิ์ของตนถูกใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ รวมถึงกำหนดแนวคิดเรื่อง “การตรวจสอบย้อนกลับ” หรือ traceability
สงคราม AI ของวงการเพลงจึงไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ระหว่าง “คนทำเพลง” กับ “บริษัทเทคโนโลยี” เท่านั้น แต่มีความขัดแย้งซ้อนกันหลายชั้น
ค่ายเพลงกำลังฟ้องบริษัท AI ขณะเดียวกันศิลปินกำลังฟ้องค่ายเพลงของตัวเอง บริษัท AI ถูกตั้งคำถามเรื่องแหล่งข้อมูลฝึกโมเดล และค่ายเพลงก็ยังเห็นไม่ตรงกันว่าแพลตฟอร์มใดควรได้รับการยอมรับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกต้อง
ข้อเสนอเรื่องเกณฑ์การขึ้นชาร์ตจึงเป็นเหมือนธงแห่งความเห็นพ้องที่ถูกปักไว้เหนือความขัดแย้งลึก ๆ ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า ใครมีสิทธิ์อนุญาต ใครควรได้รับค่าตอบแทน และเส้นแบ่งระหว่างการใช้ AI เป็นเครื่องมือกับการปล่อยให้ AI ทำหน้าที่แทนมนุษย์ควรอยู่ตรงไหน