รอยร้าวแรกเริ่มปรากฏในเดือนมิถุนายน หลัง Broadcom บริษัทผลิตชิปจากสหรัฐฯ ให้แนวโน้มผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อหุ้น AI เย็นลง
แม้ SK Hynix จะรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์มองว่า “ในตลาด AI วันนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป” นักลงทุนต้องการปัจจัยหนุนเพิ่มเติม เช่น สัญญาระยะยาวหรือแผนเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
การเปลี่ยนแปลงของคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับหุ้นเติบโตและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงมากกว่า 4.5% ในการซื้อขายเพียงวันเดียวช่วงเดือนมิถุนายน
ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันมีโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นชิปและ AI จำนวนไม่กี่บริษัท เมื่อมุมมองต่อตลาด AI ถูกทบทวน หุ้นกลุ่มใหญ่จึงถูกขายพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อดัชนีทั้งตลาดอย่างรวดเร็ว
KOSPI ซึ่งเคยเป็นตลาดหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกในปี 2026 เข้าสู่ภาวะตลาดหมีในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หลังร่วงลง 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ก่อนขยายการขาดทุนเป็น 31% จากจุดสูงสุดดังกล่าวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
ดัชนีร่วงเกือบ 5% ในวันที่ 7 กรกฎาคม ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปถูกเทขาย และร่วงต่อเป็นวันที่สองในวันที่ 29 กรกฎาคม จนถูกเรียกว่าเป็นการเทขายครั้งรุนแรงระดับทำลายสถิติ ตลาดหุ้นไต้หวันที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงก็เผชิญแรงปรับฐานในระดับใกล้เคียงกัน โดยนักลงทุนต่างชาติเร่งลดสถานะการลงทุนจำนวนมาก
ตลาดมีการดีดกลับเป็นช่วงสั้น ๆ และรุนแรงหลายครั้ง โดยวันที่ 31 กรกฎาคม เกาหลีใต้เผชิญการพลิกกลับจากแรงขายเป็นแรงซื้อครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงช้อนซื้อหุ้น Samsung และ SK Hynix อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวตามมาด้วยแรงขายระลอกใหม่ ทำให้ผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งเปรียบเทียบตลาดเกาหลีใต้ว่าแกว่งจากความตื่นตระหนกสู่ความร่าเริงสุดขั้วได้แทบข้ามคืน
ช่วงหนึ่ง หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกสูญมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลา 24 ชั่วโมง
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 นักลงทุนต่างชาติถอนเงินสุทธิออกจากตลาดหุ้นเอเชีย 7 แห่งรวม 1.3736 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการไหลออกในรอบ 6 เดือนที่เร็วที่สุดในข้อมูลของ LSEG นับตั้งแต่ปี 2010
ตัวเลขสำคัญแยกตามตลาด ได้แก่
เฉพาะเดือนมิถุนายน เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นตลาดเกิดใหม่รวม 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นตลาดที่ถูกขายหนักที่สุด นักลงทุนถอนเงินออกจากหุ้นเกาหลีใต้ 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดไหลออกสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี และถอนจากหุ้นไต้หวันอีก 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์
สถานการณ์นี้มีความย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งของแรงขายเกิดจากความสำเร็จของการปรับขึ้นก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติต้องลดสัดส่วนหุ้นที่ทำกำไรสูงเพื่อปรับสมดุลพอร์ต เมื่อการถือครองหุ้น AI กลายเป็น “การเทรดที่คนแห่เข้าพร้อมกัน” การปรับพอร์ตจึงกลายเป็นการคลายสถานะอย่างรุนแรง
กองทุนเฮดจ์ฟันด์แบบ long-short ที่เน้นเลือกหุ้นในเอเชียขาดทุนรายเดือนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคม
ตามบันทึกของธุรกิจไพรม์โบรกเกอร์ของ Goldman Sachs กองทุนกลุ่มนี้ขาดทุนเฉลี่ย 18.6% ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม และคืนกำไรสะสมตั้งแต่ต้นปีไป 21 จุดเปอร์เซ็นต์ จากระดับกำไรสูงสุด 40% เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม
Goldman Sachs ระบุว่า การเดิมพันในหุ้น AI ที่มีผู้ลงทุนหนาแน่น ซึ่งเคยช่วยสร้างกำไรในครึ่งปีแรก กลับเป็นตัวขับเคลื่อนการขาดทุนที่รุนแรงในเดือนกรกฎาคม โดยกองทุนที่มีสัดส่วนลงทุนในธีม AI สูงได้รับผลกระทบหนักกว่า
ต้นเดือนสิงหาคมเริ่มมีสัญญาณว่าตลาดอาจพยายามตั้งหลัก เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม หุ้นเอเชียขยับขึ้นเล็กน้อย โดยหุ้น AI เริ่มมีเสถียรภาพในเบื้องต้น ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและเกาหลีใต้ช่วยชดเชยความอ่อนแอในตลาดอื่น
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ซื้อขายในประเทศ หรือที่เรียกว่า A-shares ยังได้รับมุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ภายในประเทศ เช่น Citic Securities ซึ่งมองว่าปัจจัยพื้นฐานในประเทศอาจช่วยรองรับตลาด และการเทขายที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับฐาน
มุมมองจากสถาบันสำคัญมีดังนี้
ฉันทามติของธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมคือ วัฏจักรการลงทุนใน AI ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แต่ราคาหุ้นที่สูงเกินไป การใช้เลเวอเรจ และการพึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัว ได้ทำให้ตลาดต้องเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรง และการฟื้นตัวอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรง
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงกระแสความนิยมของ AI หรือแรงดีดกลับรายวัน แต่รวมถึงการทำกำไรได้จริงของบริษัท ความสามารถในการส่งมอบผลประกอบการตามที่ตลาดคาด และระดับความเสี่ยงจากการถือครองหุ้นที่กระจุกตัวมากเกินไป