ไวรัสแพร่กระจายไปแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่ อิตูรี (Ituri), นอร์ทคิวู (North Kivu), เซาท์คิวู (South Kivu), โอต์-อูเอเล (Haut-Uélé) และโชโป (Tshopo) พื้นที่ทางตะวันออกซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดตามผู้สัมผัส การส่งทีมแพทย์ และการควบคุมการแพร่เชื้อ
จังหวัดอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางของการระบาด โดยคิดเป็น 90% ของผู้ป่วยทั้งประเทศ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 มีรายงานว่ารัฐบาล DRC กำลังเตรียมปรับแผนรับมือการระบาดครั้งใหญ่ โดยแนวทางที่วางไว้ประกอบด้วย
การปรับแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสะท้อนว่าการรับมือในระดับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานส่วนกลางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ความขัดแย้ง
อีโบลาที่เกิดจากสายพันธุ์ Zaire มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตใช้งานแล้ว แต่สำหรับ โรคจากไวรัส Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะที่ได้รับอนุมัติ WHO ยืนยันว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาเฉพาะสำหรับโรคที่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์นี้
ดังนั้น ทีมรับมือจึงต้องพึ่งพาการรักษาประคับประคอง การตรวจพบผู้ป่วยให้เร็ว การแยกผู้ติดเชื้อ การติดตามผู้สัมผัส และมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด แต่มาตรการเหล่านี้ทำได้ยากขึ้นมากเมื่อพื้นที่ระบาดอยู่ในเขตความขัดแย้ง ระบบสาธารณสุขถูกกดดัน และประชาชนบางส่วนเข้าถึงสถานพยาบาลได้จำกัด
หลายหน่วยงานกำลังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อาจช่วยปิดช่องว่างด้านการรักษาและการป้องกันโรค
อย่างไรก็ตาม วัคซีนและยาทั้งหมดข้างต้นยังอยู่ในขั้นทดลอง ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทั่วไป การใช้งานต้องอยู่ภายใต้การทดลองทางคลินิกเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศความตั้งใจจะจัดสรรเงินเพิ่มเติม 242 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการรับมืออีโบลา การเตรียมความพร้อม และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาค
การจัดสรรครั้งใหม่นี้ทำให้เงินสนับสนุนโดยตรงจากสหรัฐฯ สำหรับการรับมืออีโบลามีมูลค่ารวม มากกว่า 512 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดของการรับมือการระบาดครั้งนี้
DRC ประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 8 ราย และผู้ต้องสงสัย 246 ราย
แต่หลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ว่าไวรัสอาจแพร่กระจายโดยไม่ถูกตรวจพบมาตั้งแต่ ปลายปี 2025 หรือต้นปี 2026 กล่าวคือ เชื้ออาจแพร่ในชุมชนเป็นเวลาหลายเดือนก่อนมีการประกาศอย่างเป็นทางการ
การตรวจพบที่ล่าช้าอาจเปิดโอกาสให้เชื้อหยั่งรากในหลายจังหวัด ก่อนที่การตอบสนองแบบประสานงานจะเริ่มขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกับไวรัสเท่านั้น แต่ยังเป็นการแข่งขันกับเวลา การเข้าถึงพื้นที่ และความไว้วางใจของชุมชนด้วย