มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV ซึ่งสะท้อนมูลค่ารวมของสินทรัพย์การลงทุนหักหนี้สิน ก็เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 72.3 ล้านล้านเยน ณ วันที่ 30 มิถุนายน
กำไรที่ออกมาดีกว่าคาดแทบทั้งหมดได้รับแรงหนุนจากการถือครองหุ้น Intel ของ SoftBank บริษัทบันทึกกำไรจากการลงทุนในหุ้น Intel ราว 1.3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 8.2–8.4 พันล้านดอลลาร์ หลังราคาหุ้น Intel เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าตลอดไตรมาส
กระแสความหวังเกี่ยวกับธุรกิจชิปสำหรับ AI รวมถึงเรื่องราวการพลิกฟื้นของ Intel ภายใต้การนำของซีอีโอ Lip-Bu Tan ซึ่งเป็นพันธมิตรของมาซาโยชิ ซน ช่วยผลักดันราคาหุ้นดังกล่าว นอกจากนี้ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ยังช่วยหนุนผลประกอบการของ Vision Fund
จุดที่น่าสนใจคือ SoftBank ไม่ได้บันทึกกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนใน OpenAI ในไตรมาสแรก
เหตุผลสำคัญคือ OpenAI ยังเป็นบริษัทเอกชน หุ้นของบริษัทจึงถูกบันทึกตามต้นทุน เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องประเมินมูลค่าใหม่อย่างชัดเจน เช่น การระดมทุนรอบใหม่หรือธุรกรรมที่ใช้ยืนยันมูลค่า การทำบัญชีลักษณะนี้ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเดิมพัน OpenAI ในงบกำไรขาดทุนยังไม่ปรากฏอย่างเต็มที่
ผลประกอบการไตรมาสนี้จึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างการเดิมพันครั้งใหญ่สองรายการของ SoftBank อย่างชัดเจน หุ้น Intel สร้างกำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การถือครอง OpenAI ยังคงเป็นเงินลงทุนที่ยังไม่มีการรับรู้กำไรหรือขาดทุนในงบกำไรขาดทุน
ในวันเดียวกับที่ SoftBank ประกาศผลประกอบการ Bloomberg รายงานว่า บริษัทสามารถจัดหา Margin Loan มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยใช้สัดส่วนการถือครอง OpenAI เป็นหลักประกัน
Margin Loan คือเงินกู้ที่ผู้กู้นำสินทรัพย์ เช่น หุ้น มาใช้ค้ำประกัน หากมูลค่าสินทรัพย์ลดลงมาก ผู้ให้กู้อาจเรียกหลักประกันเพิ่มหรือบังคับขายสินทรัพย์ได้ เงินกู้ของ SoftBank มีระยะเวลา 2 ปี และจัดหาโดย Goldman Sachs, JPMorgan Chase, Mizuho Securities, Apollo Global Funding และ Sumitomo Mitsui Banking Corp.
ดีลนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อหลายเดือน:
SoftBank เปิดเผยแผนการลงทุนเพิ่มเติมใน OpenAI มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งหากดำเนินการครบ จะทำให้เงินลงทุนสะสมเพิ่มเป็นประมาณ 6.44–6.46 หมื่นล้านดอลลาร์ แลกกับสัดส่วนการถือหุ้นราว 13%
โครงสร้างการลงทุนประกอบด้วย:
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ OpenAI กลายเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ AI ของ SoftBank และเป็นหนึ่งในการเดิมพันกับบริษัทเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท
เงินกู้ที่ใช้หุ้น OpenAI ค้ำประกันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนแผน AI ของ SoftBank บริษัทใช้วิธีกู้เงินโดยอ้างอิงมูลค่าการถือครองสินทรัพย์เดิม เช่น สัดส่วนการถือครอง Arm Holdings เพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ใหม่
ภายในกลางปี 2026 ต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของ SoftBank เพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนความกังวลของเจ้าหนี้และนักลงทุน หากมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีหรือบริษัทเอกชนที่ถือครองอยู่ปรับตัวลงพร้อมกัน บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันทั้งด้านหลักประกัน ภาระหนี้ และสภาพคล่อง
แม้กำไรสุทธิจะสูงกว่าประมาณการ แต่ราคาหุ้น SoftBank ลดลงเกือบครึ่งนับจากต้นเดือนมิถุนายน 2026 ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงระยะยาวมากกว่ากำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาสเดียว โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:
ผลประกอบการไตรมาสแรกของ SoftBank ส่งมอบตัวเลขที่ตลาดคาดหวังในแง่ของกำไร นั่นคือกำไรสุทธิที่สูงกว่าประมาณการอย่างชัดเจน แต่กำไรดังกล่าวพึ่งพาการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น Intel เป็นหลัก ขณะที่การเดิมพัน OpenAI ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอย่างมาก ยังไม่สร้างกำไรทางบัญชีในไตรมาสนี้
ในสายตาของนักลงทุน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการไตรมาสเดียว แต่อยู่ที่การที่ SoftBank ใช้หนี้และหลักประกันเพื่อเร่งขยายเดิมพัน AI หากมูลค่าสินทรัพย์เหล่านี้ยังเพิ่มขึ้น กลยุทธ์ดังกล่าวอาจสร้างผลตอบแทนมหาศาล แต่หากมูลค่ากลับทิศ ภาระหนี้และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าตัวเลขกำไรที่เพิ่งประกาศ