โดยเฉลี่ยทั้งเดือน การส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, อิรัก, คูเวต และอิหร่าน) อยู่ที่ประมาณ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามราว 40% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของเดือน การส่งออกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับก่อนสงครามที่ 12–13.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยข้อมูลจาก Kpler และ Vortexa ระบุว่าการส่งออกเพิ่มขึ้นราว 16% จากค่าเฉลี่ยรายวันของเดือนมิถุนายน สาเหตุหลักมาจากการหยุดยิงชั่วคราวและการใช้กองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แต่ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อการสู้รบกลับมารุนแรงอีกครั้ง การจราจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซก็ชะลอตัวลงจนแทบจะหยุดนิ่งในปลายเดือน
อิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของโอเปก (OPEC) ได้รับผลกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยการส่งออกในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนลดลงเหลือเพียงประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน เท่านั้น
แต่ในเดือนกรกฎาคม อิรักสามารถฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ บัสเซม โมฮัมเหม็ด คูไดร์ รัฐมนตรีน้ำมันอิรัก เปิดเผยว่าการส่งออกเฉลี่ยในเดือนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านทั้งเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซและท่อส่งน้ำมัน Ceyhan
การฟื้นตัวนี้เป็นผลมาจากการที่บริษัทน้ำมัน Basra Oil Co. ของรัฐบาลอิรัก มีคำสั่งให้เพิ่มกำลังการผลิตที่แหล่งน้ำมันสำคัญทางใต้ 3 แห่ง ได้แก่ West Qurna 1, North Rumaila และ Artawi ให้เต็มกำลังอีกครั้ง หลังจากที่เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มกลับมาให้บริการ นอกจากนี้ โอเปกยังเริ่มคืนโควต้าการผลิตก่อนสงครามให้อิรักที่ 4.378 ล้านบาร์เรลต่อวัน สำหรับเดือนกรกฎาคม แม้การผลิตจริงจะยังต่ำกว่าระดับนี้มาก
ในเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ข้อตกลงนี้กลับกลายเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตรุนแรงกว่าเดิมในเดือนกรกฎาคม
นักวิจารณ์ชี้ว่าภาษาในข้อตกลงนั้นคลุมเครือและ ทำให้อิหร่านมีอำนาจอย่างเป็นทางการเหนือช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่มีกลไกบังคับใช้ที่ชัดเจน
การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่โดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 1 กรกฎาคม สิ้นสุดลงโดย "ไม่มีวี่แววของความคืบหน้า" ในเรื่องสันติภาพหรือความปลอดภัยในการเดินเรือ
จากนั้นในวันที่ 11 กรกฎาคม อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากยิงโจมตีเรือลำหนึ่งที่ "เป็นภัยต่อความมั่นคงทางทะเล" และขู่จะตอบโต้อย่างรุนแรงหากมีการแก้แค้น
สหรัฐฯ ตอบโต้ในวันที่ 14 กรกฎาคม ด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง และเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเนื่องเป็นเวลาหลายคืน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ วงจรความรุนแรงได้ปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำในช่องแคบ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เตือนว่าฮอร์มุซคือ "เส้นแดง" และขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ รายงานว่า มีน้ำมันมากกว่า 8 ล้านบาร์เรล ที่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในวันที่ 13 กรกฎาคม โดยได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ แต่ถึงกระนั้น การจราจรในช่องแคบโดยรวมลดลงเหลือประมาณ 10% ของระดับก่อนสงคราม ในช่วงปลายเดือน ตามข้อมูลจากซีอีโอของอารัมโก
อามิน นาสเซอร์ ซีอีโอของซาอุดีอารัมโก (Saudi Aramco) ได้ออกมาให้ข้อมูลที่สร้างความกังวลต่อตลาดโลกในวันที่ 4 สิงหาคม โดยระบุว่าความขัดแย้งในภูมิภาคได้ดึงน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถึง 2.6 พันล้านบาร์เรล ออกจากระบบอุปทานโลกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2029
นาสเซอร์เตือนว่า ถึงแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้ โลกก็ยังคงต้องใช้เวลา 18 เดือน ในการเติมสต็อกน้ำมันที่ depleted ลงไป โดยต้องใช้อัตราเฉลี่ย 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลทุกสัปดาห์ ที่เส้นทางนี้ยังคงถูกปิดอยู่
วิกฤตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ รายงานของรอยเตอร์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมเกี่ยวกับข้อมูลเดือนกรกฎาคม ระบุถึง "ภัยคุกคามในทะเลแดง" ซึ่งหมายถึง การโจมตีของกลุ่มฮูตีใกล้ช่องแคบบับเอล-มันเดบ ที่เป็นปัจจัยทำให้การโหลดน้ำมันดิบที่ ท่าเรือยานบู (Yanbu) ทางชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียชะลอตัว และบังคับให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องเปลี่ยนเส้นทาง
นี่เป็นการเพิ่มจุดคอขวดที่สองซ้อนทับกับวิกฤตฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ปกติจะส่งผ่านทะเลแดงไปยังตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
การหยุดยิงชั่วคราวในเดือนมิถุนายนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว: ราคาน้ำมันดิบทะเลเหนือ (North Sea Dated) ลดลงถึง 31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานสากล (IEA)
แต่การล่มสลายของกรอบข้อตกลงและการกลับมาของการสู้รบในเดือนกรกฎาคมได้พลิกกลับแนวโน้มดังกล่าว ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานกลับมาอยู่ในจุดศูนย์กลางของการกำหนดราคาตลาดอีกครั้ง
ตัวเลขเฉลี่ยทั้งเดือนที่ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวันอาจดูเหมือนทรงตัว แต่ความเป็นจริงกลับซ่อนความผันผวนรุนแรงไว้ภายใน: การพุ่งขึ้นในครึ่งเดือนแรกตามด้วยการร่วงลงอย่างหนัก จนทำให้การส่งออกปลายเดือนต่ำกว่าเส้นฐานก่อนสงครามมากกว่า 40%