เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 กองบัญชาการกองกำลังร่วมพันธมิตรนาโต้ บรุนซุม (Allied Joint Force Command Brunssum - JFC Brunssum) รายงานว่าจำนวนการขึ้นสกัดกั้นของเครื่องบินขับไล่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'Alpha Scrambles' ตามแนวปีกด้านตะวันออกของนาโต้ เพิ่มขึ้น มากกว่า 250% ในเดือนกรกฎาคม 2026 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2025 กองบัญชาการฯ ระบุข้อความว่า 'ตัวเลขไม่ได้โกหก เปรียบเทียบเดือนกรกฎาคม 2025 กับเดือนกรกฎาคม 2026 แล้วภาพจะชัดเจน'
สาเหตุโดยตรงคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ เครื่องบินทหารรัสเซียที่บินใกล้น่านฟ้านาโต้ โดยไม่ยื่นแผนการบินและไม่เปิดสัญญาณ Transponder พฤติกรรมนี้บีบให้เครื่องบินขับไล่ Quick Reaction Alert (QRA) ต้องรีบขึ้นบินเพื่อระบุตัวตนและคุ้มกันเครื่องบินเหล่านั้น เนื่องจากหอควบคุมการบินพลเรือนไม่สามารถระบุเครื่องบินได้อย่างแน่ชัด ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2026 เพียงช่วงเดียว นาโต้ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นถึง 62 ครั้ง ในแนวรบด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ที่เกิดจากสงครามในยูเครน
เหตุการณ์สำคัญที่สุดของเดือนกรกฎาคม 2026 เกิดขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระหว่างที่รัสเซียยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มยูเครนครั้งใหญ่ ขีปนาวุธร่อนของรัสเซียลำหนึ่งได้บินล้ำเข้าไปในน่านฟ้าโปแลนด์ และระเบิดลงในทุ่งนาบริเวณใกล้หมู่บ้านทาร์นาวา-โคโลเนีย (Tarnawa-Kolonia) ทางตะวันออกของโปแลนด์ ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตกว้างประมาณ 10 เมตร (33 ฟุต) และลึก 5 เมตร (16 ฟุต) เรดาร์ของโปแลนด์สามารถติดตามวัตถุดังกล่าวขณะที่มันข้ามพรมแดนได้ก่อนที่สัญญาณจะหายไป นาโต้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินของโปแลนด์ก็ถูกเปิดใช้งาน โปแลนด์เรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ และนาโต้ระบุว่าสัญญาณทั้งหมดชี้ว่าขีปนาวุธดังกล่าวเป็นของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) ยืนยันว่าขีปนาวุธดังกล่าวเป็นขีปนาวุธร่อน Kh-101 ของรัสเซีย การถล่มครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยการโจมตีในคืนนั้นคร่าชีวิตพลเรือนในยูเครนอย่างน้อยแปดคน ซึ่งรวมถึงเด็ก และบาดเจ็บมากกว่า 50 คน
ชุดการสกัดกั้นเหนือทะเลบอลติกเน้นให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นระบบของปฏิบัติการทดสอบของรัสเซีย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม เครื่องบิน F-16 ของโปแลนด์สกัดกั้นเครื่องบินIl-20M ซึ่งเป็นเครื่องบินข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซีย ได้ประมาณ 56 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคอชาลิน (Koszalin) โดยเครื่องบินรัสเซียบินโดยไม่มีแผนการบินและไม่เปิด Transponder วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิช (Władysław Kosiniak-Kamysz) รัฐมนตรีกลาโหมของโปแลนด์ เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น 'ความพยายามครั้งแรกของรัสเซียในรอบ很长时间ที่จะเข้าใกล้พรมแดนทางทะเลของเราเพื่อทดสอบระบบป้องกันภัยทางอากาศของเรา' ตามมาด้วยการสกัดกั้นเครื่องบิน Il-20 และ Su-30 ของรัสเซียอีกครั้งในวันที่ 16 กรกฎาคม โดยเครื่องบินขับไล่ของโปแลนด์ปฏิบัติภารกิจคุ้มกันต่อเนื่องเป็นเวลาสามวัน และในวันที่ 31 กรกฎาคม เพียงวันเดียวหลังจากเหตุการณ์ขีปนาวุธตก เครื่องบิน F-16 ของโปแลนด์ก็สกัดกั้นเครื่องบิน Il-20 ของรัสเซียอีกครั้งทางเหนือของเมืองโคโลเบรชก์ (Kołobrzeg)
การพุ่งสูงขึ้นในเดือนกรกฎาคมไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุในวงกว้าง เที่ยวบินลาดตระเวนของรัสเซียเหนือทะเลบอลติกมีเป้าหมายเพื่อทดสอบขีดความสามารถของระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต้ ความครอบคลุมของเรดาร์ และเวลาตอบสนอง ทุกการสกัดกั้นและการบุกรุกของขีปนาวุธล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับสงครามของรัสเซียในยูเครน ขีปนาวุธที่ตกในโปแลนด์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมเป็นส่วนหนึ่งของการถล่มยูเครนซึ่งคร่าชีวิตพลเรือน
ในการตอบสนองโดยตรงต่อความถี่ที่เพิ่มขึ้นของการละเมิดเหล่านี้ นาโต้ได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่จะยกระดับภารกิจเฝ้าระวังทางอากาศในทะเลบอลติก (Baltic Air Policing) ซึ่งมีมาหลายทศวรรษ ให้เป็น การป้องกันทางอากาศ (air defence) คำสั่งใหม่นี้มอบอำนาจให้นักบินทำลาย 'วัตถุที่ก่อให้เกิดภัยคุกคาม' ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางจากเดิมที่เพียงแค่สกัดกั้นและคุ้มกัน ไปสู่ท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้น การตัดสินใจครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยรูปแบบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคมและก่อนหน้านั้นในปีนี้ เครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศส ซึ่งเสร็จสิ้นการประจำการสี่เดือนในการบัญชาการภารกิจ Baltic Air Policing Mission #71 จากฐานทัพอากาศเชาเลีย (Šiauliai Air Base) ประเทศลิทัวเนีย (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนถึง 31 กรกฎาคม) กล่าวว่าการประจำการครั้งนี้ 'เข้มข้น' และรายงานว่าดำเนินการ Alpha Scrambles (การขึ้นบินตามสัญญาณเตือนจริง) 39 ครั้ง และ Tango Scrambles (ภารกิจฝึกซ้อม) 69 ครั้งระหว่างการหมุนเวียนของพวกเขา
การพุ่งสูงขึ้นกว่า 250% ของการขึ้นสกัดกั้นของเครื่องบินขับไล่นาโต้ในเดือนกรกฎาคม 2026 ไม่ใช่ความผันผวนโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียที่จงใจบินโดยไม่ประกาศตัวและไม่เปิด Transponder รวมถึงการยิงขีปนาวุธใกล้และเข้าไปในน่านฟ้านาโต้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยสงครามในยูเครนในวงกว้าง การตอบสนองของพันธมิตรรวมถึงการยกระดับภารกิจในทะเลบอลติกครั้งประวัติศาสตร์จาก 'การเฝ้าระวัง' เป็น 'การป้องกันทางอากาศ' ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างความมั่นคงหลังปี 2022 ตามแนวปีกด้านตะวันออกของนาโต้