นี่คือเบื้องหลังการพลิกเกมครั้งประวัติศาสตร์ของวงการ AI
Anthropic เลือกเดินคนละเส้นทางกับ OpenAI อย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่มีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ไม่มีฟรี tier และไม่แข่งขันกับ ChatGPT แต่กลับทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรและนักพัฒนาโดยเฉพาะ นี่คือหัวใจสำคัญ: ในขณะที่ OpenAI ไขว่คว้าความนิยมจากผู้บริโภค Anthropic มุ่งมั่นทำสัญญาธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนและเติบโตเร็วกว่า
Claude Code กลายเป็นประตูบานสำคัญที่พา Anthropic เข้าสู่หัวใจขององค์กร จากผลสำรวจนักพัฒนาของ JetBrains ในเดือนมกราคม 2026 พบว่า Claude Code มีอัตราการนำไปใช้ในที่ทำงานถึง 18% เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจากระดับ 3% เมื่อ 9 เดือนก่อนหน้า และกำลังไล่ตาม GitHub Copilot ที่ 29% อย่างใกล้ชิด
ความสำเร็จนี้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่ว่า 4% ของ commits สาธารณะทั้งหมดบน GitHub ทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นโดย Claude Code และรายได้ต่อปี (run-rate) ของเครื่องมือนี้เพียงอย่างเดียวพุ่งถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนับตั้งแต่นั้นมา โดยเฉลี่ยแล้ว นักพัฒนาที่ใช้ Claude Code ทำงานกับเครื่องมือนี้ถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
รายได้ต่อปี (annualized revenue run-rate) ของ Anthropic เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2025 มาอยู่ที่ 30 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเร็วกว่าที่ Epoch AI คาดการณ์ไว้ถึง 4 เดือน เส้นทางการเติบโต: 9 พันล้านดอลลาร์ (ปลายปี 2025) → 14 พันล้านดอลลาร์ (ก.พ. 2026) → 19 พันล้านดอลลาร์ (มี.ค.) → 30 พันล้านดอลลาร์ (เม.ย.) จนถึง 47 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม โดยไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 มีรายได้ 10.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าสองเท่าของไตรมาสแรก
Jefferies สถาบันการเงินระดับโลก กล่าวว่าการเติบโตนี้เป็นการขยายตัวของรายได้ในตลาดองค์กรที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ซอฟต์แวร์
ดัชนี AI จาก Ramp ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทค เปิดเผยว่าในเดือนเมษายน 2026 Anthropic ครองส่วนแบ่งการใช้จ่ายด้าน AI ขององค์กรอยู่ที่ 34.4% แซงหน้า OpenAI ที่ 32.3% ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่างน่าทึ่งในตลาดที่ OpenAI เคยครองอำนาจเหนือกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มบริษัทที่ซื้อเครื่องมือ AI เป็นครั้งแรก Anthropic ดูดซับส่วนแบ่งการใช้จ่ายไปถึง 73% ในเดือนมีนาคม 2026
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 Anthropic ปิดรอบการระดมทุน Series H มูลค่า 65 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (post-money valuation) อยู่ที่ 965 พันล้านดอลลาร์ นำโดยกองทุน Altimeter Capital, Dragoneer, Greenoaks และ Sequoia Capital ซึ่งแซงหน้ามูลค่า OpenAI ที่ 852 พันล้านดอลลาร์จากการระดมทุนรอบก่อนหน้าในเดือนมีนาคม 2026 อย่างเป็นทางการ และในตลาดรอง มูลค่าของ Anthropic พุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม
Anthropic ยื่นเอกสารจดทะเบียน IPO (S-1) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) แบบลับๆ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ซึ่งเร็วกว่า OpenAI ที่ยื่นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา โดยมีเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในเดือนตุลาคม 2026 นำโดย Goldman Sachs, JPMorgan และ Morgan Stanley และคาดว่าระดมทุนได้มากกว่า 60 พันล้านดอลลาร์
ในขณะเดียวกัน OpenAI กำลังประสบปัญหา รายงานจาก Wall Street Journal ในเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า OpenAI พลาดเป้าหมายในการหาผู้ใช้และยอดขายใหม่ๆ ในปี 2026 สร้างความกังวลภายในเกี่ยวกับความยั่งยืนของการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Bloomberg รายงานในเวลาต่อมาว่า OpenAI กำลังพิจารณาลดราคาครั้งใหญ่เพื่อดึงผู้ใช้กลับคืนจาก Anthropic
การระดมทุน Series H มูลค่ามหาศาลมีไว้เพื่อขยายขีดความสามารถในการประมวลผลโดยเฉพาะ Anthropic เซ็นสัญญาเงินกู้ก้อนใหญ่กับ Blackstone เพื่อเช่า Google TPU (Tensor Processing Unit) ในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านการประมวลผลที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ในอดีต และเพื่อรองรับการเติบโตของ Claude Code
การก้าวขึ้นมาของ Anthropic ส่งสัญญาณว่าตลาด AI ไม่ใช่เกมที่ผู้ชนะได้กินรวบ แต่เป็นสนามที่กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นและมีวินัยสามารถเอาชนะคู่แข่งที่มีชื่อเสียงกว่าได้ เมื่อทั้งสองบริษัทกำลังเร่งสู่ตลาดหุ้น การแข่งขันครั้งนี้มีแต่จะยิ่งดุเดือดขึ้น