เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 ฟีฟ่าประกาศจัดตั้งบริษัทย่อยเชิงพาณิชย์มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.5 แสนล้านบาท) ชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อดูแลสิทธิ์เชิงพาณิชย์และการดำเนินงานของฟุตบอลโลกและเมเจอร์อีเวนต์อื่นๆ แผนดังกล่าวเป็นการเสนอขายหุ้นแบบไม่มีอำนาจควบคุมสูงสุด 21% ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท) ให้กับนักลงทุนภายนอก โดยนักลงทุนนำคือ กลุ่ม Thrive Eternal ของ Joshua Kushner ซึ่งเป็นน้องชายของ Jared Kushner ลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อินฟานติโนตั้งใจจะนำเงินที่ได้ไปใช้ขยายโครงการพัฒนาฟุตบอลครั้งใหญ่ โดยเสนอให้สมาคมสมาชิกฟีฟ่าทั้ง 211 แห่งได้รับเงินทุนพิเศษสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 650 ล้านบาท) ต่อแห่ง
แต่แผนนี้ต้องจบลงภายใน สามวัน ต่อมาในวันที่ 31 กรกฎาคม ฟีฟ่าถอนข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากสมาคมฟุตบอลยุโรปและจากภายในองค์กร ทำให้อินฟานติโนถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนท่าทีอย่างน่าอับอาย
แผนดังกล่าวจุดชนวนปฏิกิริยารุนแรงในทันที ยูฟ่าเรียกประชุมฉุกเฉินของสมาชิกทั้ง 55 ชาติในวันที่ 29 กรกฎาคม โดยมีการหารือถึงการคว่ำบาตรทัวร์นาเมนต์ของฟีฟ่าเป็นหนึ่งในทางเลือก สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า), อเมริกาเหนือและกลาง (CONCACAF), และเอเชีย (AFC) ต่างออกแถลงการณ์วิจารณ์การบริหารงานของอินฟานติโนอย่างรุนแรง
ยูฟ่าส่งหนังสือขอให้เก็บรักษาเอกสาร (document preservation letter) และเตือนว่ากำลังพิจารณา ดำเนินคดีทางกฎหมายและการอนุญาโตตุลาการ เกี่ยวกับแผนที่ล้มเหลวนี้ นอกจากนี้ ยูฟ่ายังขู่ Josh Kushner และ Thrive Capital ด้วยมาตรการทางกฎหมาย สมาคมฟุตบอลอังกฤษและเวลส์ได้ประกาศถอนการสนับสนุนการเลือกตั้งอินฟานติโนอีกสมัยอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 5 สิงหาคม 2026 อินฟานติโนเรียกประชุมฉุกเฉินที่สำนักงานภูมิภาคฟีฟ่าในเมือง ซาเล (Salé) ใกล้กรุงราบัต ประเทศโมร็อกโก โดยมีผู้นำระดับสูง รวมถึงแมตเทียส กราฟสตรอม (Mattias Grafstrom) เลขาธิการฟีฟ่า เข้าร่วม
ผลการประชุม: คณะกรรมการบริหารฟีฟ่าออกมาย้ำ "สนับสนุนอย่างเต็มที่" แก่อินฟานติโน โดยระบุว่าเขาเป็น "เจ้าหน้าที่คนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งจากสมาคมสมาชิกฟีฟ่าทั้ง 211 แห่ง" ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผู้นำฟุตบอลแอฟริกาที่มีอิทธิพล 5 คนจาก CAF (สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งแอฟริกา) ก็ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนเขาเช่นกัน ฟีฟ่ายังได้ ขอโทษต่อสมาชิก สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากแผน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟีฟ่าได้หารือถึงสิ่งที่เรียกกันภายในว่า 'Project Kill the Monster' ซึ่งเป็นความพยายามที่ประสานงานกันเพื่อบีบให้อินฟานติโนลาออก แถลงการณ์ที่ถูกเปิดเผยของยูฟ่าระบุว่าผู้นำยูฟ่าไม่มีมติไว้วางใจประธานฟีฟ่า นอกจากนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ (Arsène Wenger) และบุคคลระดับสูงคนอื่นๆ ในฟีฟ่ายังวิพากษ์วิจารณ์แผนการลงทุนจากเอกชนนี้ด้วย
วาระการดำรงตำแหน่งของอินฟานติโนจะสิ้นสุดลงในปี 2027 และเขามีแนวโน้มว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง วิกฤต FFE ครั้งนี้ได้ทำให้โอกาสนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม พลวัตของการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟีฟ่ามักจะเอื้อประโยชน์ให้เขาเป็นอย่างมาก เนื่องจาก สมาคมสมาชิกทั้ง 211 แห่งมีสิทธิออกเสียงเท่ากัน โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือเงินสนับสนุนทางการเงิน อินฟานติโนพึ่งพาคะแนนเสียงจากสมาคมประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก โดยเฉพาะจาก แอฟริกา (54 เสียง) และเอเชีย (47 เสียง) ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินทุนพัฒนาฟุตบอลของฟีฟ่า ในขณะที่สมาคมยุโรป (55 เสียง) ที่คัดค้านเขานั้นจำเป็นต้องดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มเหล่านี้จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากยิ่ง
ตามรายงานของสื่อ อินฟานติโนได้พยายาม ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลทรัมป์ เพื่อรักษาตำแหน่งของเขา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เขาลาออกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้เชื่อมโยงกับข้อขัดแย้งที่ใหญ่กว่า นั่นคือนักลงทุนนำคือ Josh Kushner น้องชายของ Jared Kushner ลูกเขยและอดีตที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ The New York Post รายงานว่าอินฟานติโนได้จัดตารางพูดคุยส่วนตัวกับมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุน
นอกจากนี้ มิเชล พลาตินี (Michel Platini) อดีตหัวหน้ายูฟ่า ได้ยื่นฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญาในประเทศฝรั่งเศสต่อฟีฟ่าและอินฟานติโนในเดือนมิถุนายน 2026 โดยกล่าวหาว่าเขาตกเป็นเหยื่อของแผนสมคบคิดที่ทำให้การเสนอตัวเป็นหัวหน้าฟีฟ่าในปี 2015 ล้มเหลว คดีนี้เพิ่มภาระทางกฎหมายอีกชั้นให้กับอินฟานติโนในขณะที่เขากำลังฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่นี้