ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ฮิโรชิมา และนิฮอน เสนอใช้โลกและสนามแม่เหล็กโลกเป็นเครื่องตรวจจับสสารมืดขนาดยักษ์ โดยใช้ช่องว่างระหว่างโลกและบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์เป็นโครงสร้างเรโซแนนซ์ขยายสัญญาณ [20] มูลนิธิวิจัยเยอรมัน (DFG) อนุมัติงบ 5.3 ล้านยูโร สร้างเครื่อง DELight ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ใช้ฮีเลียมเหลวยิ่งยว...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What recent advances have been made in the search for dark matter, including the use of Earth as a giant detector by Japanese researchers, c. Article summary: Let me do one targeted search for CERN-related dark matter detector advancesHere is a concise overview of recent advances across the three areas you asked about.. Topic tags: general. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as a
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การค้นหา 'สสารมืด' (Dark Matter) ซึ่งเป็นสารลึกลับที่เชื่อว่าประกอบขึ้นเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของเอกภพ เปรียบเสมือนการตามหาผีในความมืด โดยใช้ถังสารขนาดยักษ์ใต้ดินและผลึกเย็นยิ่งยวด แต่ในปี 2025 และ 2026 เรื่องราวการตามหานี้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง นักวิจัยทั่วโลกกำลังคิดนอกกรอบ ตั้งแต่การใช้โลกทั้งใบเป็นเครื่องตรวจจับขนาดมหึมา ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือใหม่ล้ำสมัยที่เย็นกว่าในห้วงอวกาศ ขณะเดียวกัน ทฤษฎีทางเลือกที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่าง MOND ก็กำลังเผชิญหน้ากับหลักฐานที่ท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา และมหาวิทยาลัยนิฮอนในญี่ปุ่น ได้เสนอแนวคิดที่ทั้งเรียบง่ายและสุดโต่ง นั่นคือการใช้ตัวโลกเองเป็นเครื่องตรวจจับอนุภาคสสารมืดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยจินตนาการ แนวทางนี้ตีพิมพ์เป็นข่าววิจัยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 โดยใช้ประโยชน์จากปริมาตรอันมหาศาลของโลกเพื่อดักจับปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นยากยิ่งจากอนุภาคสสารมืดที่พุ่งผ่านโลกของเรา
“พวกเราถามตัวเองว่า เราจะสามารถใช้โลกทั้งใบเป็นเครื่องตรวจจับยักษ์ในการค้นหานี้ได้หรือไม่” ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโส อสึชิ ทารุยะ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าว ทีมวิจัยอธิบายว่าช่องว่างระหว่างโลกกับชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Earth-ionosphere cavity) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างแบบเรโซแนนซ์ ที่สามารถขยายสัญญาณที่อ่อนมากจากสสารมืดให้กลายเป็นสิ่งที่ตรวจจับได้
นอกจากนี้ ในอีกงานวิจัยหนึ่ง ทีมที่นำโดย อสึชิ นิชิซาวะ (มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา) เสนอให้ค้นหาสสารมืดประเภท 'แอกซิออน' (Axion) โดยการตรวจสอบความผันผวนของสนามแม่เหล็กโลกที่ความถี่ต่ำมากพิเศษ ทฤษฎีทำนายว่าเมื่อแอกซิออนที่มีมวลระหว่าง 1×10⁻¹⁵ eV ถึง 1×10⁻¹³ eV เคลื่อนที่ผ่านโลก พวกมันจะมีปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลกโดยรวม สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรวจวัดได้
ญี่ปุ่นยังเป็นผู้นำด้านการตรวจจับด้วยแร่อีกด้วย การประชุม 'การตรวจจับนิวทริโนและสสารมืดด้วยแร่' (MDνDM'25) ครั้งที่สามจัดขึ้นที่เมืองโยโกฮามาในเดือนพฤษภาคม 2025 โดยมี JAMSTEC (สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเล-พิภพแห่งญี่ปุ่น) เป็นเจ้าภาพ
ทฤษฎี MOND (Modified Newtonian Dynamics) เสนอว่าแรงโน้มถ่วงมีพฤติกรรมแตกต่างออกไปเมื่อมีความเร่งต่ำมาก ซึ่งจะตัดความจำเป็นในการมีสสารมืดที่มองไม่เห็นออกไป ทฤษฎีนี้ประสบความสำเร็จในการอธิบายเส้นโค้งการหมุนของดาราจักร แต่หลักฐานล่าสุดได้ท้าทายทฤษฎีนี้อย่างรุนแรง:
ปัจจุบัน ฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ยังคงชี้ว่าแบบจำลองสสารมืดยังคงได้รับการสนับสนุนมากกว่าทฤษฎีแรงโน้มถ่วงดัดแปลงในการอธิบายข้อมูลทางจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั้งหมด
ในเดือนเมษายน 2026 มูลนิธิวิจัยเยอรมัน (DFG) อนุมัติงบประมาณ 5.3 ล้านยูโร สำหรับการทดลอง 'DELight' ซึ่งเป็นการค้นหาโดยตรงสำหรับสสารมืดมวลเบา โดยใช้ฮีเลียม-4 ในสถานะของไหลยวดยิ่งเป็นวัสดุเป้าหมาย กลุ่มความร่วมมือนี้มีมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กเป็นผู้นำ ร่วมกับ KIT (คาร์ลสรูเออ) และมหาวิทยาลัยไฟรบูร์ก
“DELight มุ่งเน้นไปที่อนุภาคที่มีมวลต่ำมากในฐานะตัวแทนของสสารมืด” ศาสตราจารย์คาทริน วาเลริอุส อธิบาย เครื่องตรวจจับนี้ใช้ฮีเลียมเหลวยิ่งยวดอุณหภูมิต่ำพิเศษ ติดตั้งด้วยเครื่องวัดความร้อนระดับไมโครแม่เหล็กพื้นที่ขนาดใหญ่ (LAMCALs) ที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อตรวจจับอนุภาคสสารมืดมวลเบาที่จะสร้างการสะสมพลังงานเพียงเล็กน้อย
ฮีเลียมมีข้อดีหลายประการ มวลนิวเคลียร์ที่ต่ำและความบริสุทธิ์ทางรังสีทำให้เหมาะสำหรับการทดลองที่มีขีดจำกัดต่ำ
นอกจากนี้ กลุ่มวิจัย OMNIA ที่สถาบันมักซ์พลังค์เพื่อฟิสิกส์นิวเคลียร์ (MPIK) ในไฮเดลเบิร์ก ก็มีบทบาทในการค้นหาสสารมืดผ่านไมโครเลนส์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์อนุภาคด้วยเช่นกัน
การทดลอง FASER (Forward Search Experiment) ที่ Large Hadron Collider (LHC) ยังคงสร้างผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนเมษายน 2026 FASER รายงานการค้นหา 'โฟตอนมืด' (Dark Photons) ครั้งใหม่ โดยใช้ข้อมูลการชนโปรตอน-โปรตอน 177 fb⁻¹ จาก LHC Run 3 โฟตอนมืดเป็นอนุภาคสมมุติที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งแรงใน 'ภาคมืด' (Dark Sector) ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งอาจอธิบายสสารมืดได้
การค้นหาครั้งใหม่ของ FASER ใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมระหว่างปี 2022 ถึง 2024 โดยมีค่าความส่องสว่างรวม 177 ฟีมโตบาร์น (fb⁻¹) ที่พลังงานศูนย์กลางมวล 13.6 TeV ผลลัพธ์ที่สังเกตได้ไม่พบโฟตอนมืดในช่วงมวลประมาณ 10 ถึง 150 MeV และคัปปลิ้งที่ประมาณ 10⁻⁵–10⁻⁴ ซึ่งเป็นการกีดกันส่วนหนึ่งของพารามิเตอร์สเปซที่อาจเป็นไปได้ทางจักรวาลวิทยา
EP-News ของเซิร์นเน้นย้ำในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า FASER ได้เปิดหน้าต่างใหม่ทั้งสู่ภาคมืดและฟิสิกส์นิวตริโนระดับ TeV
วงการนี้กำลังเคลื่อนไปในหลายแนวรบ: เครื่องตรวจจับธรรมชาติขนาดเท่าโลก (ญี่ปุ่น), การทดลองไครโอเจนิกส์เฉพาะทางใหม่ (DELight ในไฮเดลเบิร์ก), การค้นหาภาคมืดที่ใช้เครื่องชนอนุภาค (FASER ที่เซิร์น) และความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องระหว่างกระบวนทัศน์สสารมืดกับทฤษฎีทางเลือกอย่างแรงโน้มถ่วงดัดแปลง การตรวจจับโดยตรงยังไม่พบสสารมืด แต่ความไวของการทดลองกำลังดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เครื่องตรวจจับรุ่นต่อไป เช่น DarkSide-20k, DARWIN/XLZD และ PandaX-xT อยู่ในขั้นตอนการออกแบบ การวิจัยและพัฒนา หรือกำลังก่อสร้าง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ฮิโรชิมา และนิฮอน เสนอใช้โลกและสนามแม่เหล็กโลกเป็นเครื่องตรวจจับสสารมืดขนาดยักษ์ โดยใช้ช่องว่างระหว่างโลกและบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์เป็นโครงสร้างเรโซแนนซ์ขยายสัญญาณ [20]
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ฮิโรชิมา และนิฮอน เสนอใช้โลกและสนามแม่เหล็กโลกเป็นเครื่องตรวจจับสสารมืดขนาดยักษ์ โดยใช้ช่องว่างระหว่างโลกและบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์เป็นโครงสร้างเรโซแนนซ์ขยายสัญญาณ [20] มูลนิธิวิจัยเยอรมัน (DFG) อนุมัติงบ 5.3 ล้านยูโร สร้างเครื่อง DELight ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ใช้ฮีเลียมเหลวยิ่งยวดเย็นจัดใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ เพื่อตามหาสสารมืดมวลเบา [15]
การทดลอง FASER ที่เซิร์นประกาศขีดจำกัดใหม่ระดับโลกในการค้นหา 'โฟตอนมืด' ด้วยข้อมูลชนโปรตอน 177 ฟีมโตบาร์น ปกคลุมมวล 10 150 MeV [52]