ราคาชิปหน่วยความจำ (DRAM และ NAND Flash) พุ่งสูงขึ้นประมาณ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตชิปได้หันกำลังการผลิตไปยังชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM: High-Bandwidth Memory) ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนชิปรุ่นที่ใช้ในสมาร์ทโฟนอย่างรุนแรง
หลู เหว่ยปิง (Lu Weibing) ประธานบริษัทเสี่ยวมี่และผู้บริหารแบรนด์ Redmi พูดถึงสถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 เขาโพสต์ว่าอุตสาหกรรมมือถือกำลังเผชิญ "ช่วงเวลาที่หนักหน่วงที่สุดในรอบทศวรรษ" โดยมีต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งซัพพลายเชน ในงาน MWC 2026 เขาอธิบายว่ารอบการขึ้นราคาชิปหน่วยความจำที่ driven โดยความต้องการของ AI นั้น "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" นอกจากนี้เขายังคาดการณ์ว่าราคาชิปหน่วยความจำจะยังคงสูงขึ้นไปจนถึงสิ้นปี 2027
ตัวเลขนั้นชัดเจนมาก สำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางสเปก RAM 12GB + พื้นที่เก็บข้อมูล 512GB ต้นทุนชิปหน่วยความจำเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 หยวนเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า หลูยังเตือนว่าราคามือถือ旗舰จีนอาจทะลุ 10,000 หยวน (ประมาณ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีกต่อไป
การขึ้นราคาในเดือนสิงหาคมเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเสี่ยวมี่ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 เสี่ยวมี่เปิดตัวรถยนต์ SUV รุ่น SkyNomad (ระบบ Extended-Range Electric Vehicle - EREV) ได้แก่ N90 Max ราคา 299,900 หยวน และ N70 Max ราคา 259,900 หยวน ซึ่งต่ำกว่าราคา Tesla Model Y L ประมาณ 12% และถูกกว่าคู่แข่งจาก Li Auto และ Aito (ที่ backed โดย Huawei) อย่างเห็นได้ชัด
ตลาดตอบรับในทันทีในทางลบ หุ้นเสี่ยวมี่ร่วงลงสูงสุด 11% ในวันถัดจากการเปิดตัว และปิดลดลงประมาณ 7-8% เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรจากราคา EV ที่ aggressive ประกอบกับปัญหาในธุรกิจสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์ของ Seeking Alpha ได้ลดระดับเรทติ้งหุ้นเสี่ยวมี่จาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดยอ้างถึงความกังวลเรื่องอัตรากำไรของ EV และวิกฤตชิปในสมาร์ทโฟน
แรงกดดันยิ่งทวีคูณเมื่อเสี่ยวมี่ปรับลดเป้าหมายการส่งมอบสมาร์ทโฟนปี 2026 ลงประมาณ 30% จากเป้าหมายก่อนหน้าเหลือเพียงประมาณ 95 ล้านเครื่อง เนื่องจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำโดยตรง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจ EV ยังคงขาดทุนหนัก โดยรายงานว่าขาดทุน 457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,600 ดอลลาร์ต่อคันที่ส่งมอบ
วิกฤตชิปหน่วยความจำกำลังเปลี่ยนโฉมตลาดสมาร์ทโฟนโลกทั้งใบ IDC คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทโฟนโลกจะหดตัว 12.9% ในปี 2026 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ และบรรยายว่าเป็น "วิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"
มือถือราคาประหยัดได้รับผลกระทบหนักที่สุด นักวิเคราะห์เตือนว่าการผลิตมือถือราคาถูกให้มีกำไรกลายเป็น "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้" เพราะต้นทุนชิปหน่วยความจำกินงบประมาณทั้งหมดของอุปกรณ์ราคาถูก ต้นทุนชิปสำหรับมือถือราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 400% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 เป็น 70 ดอลลาร์ต่อเครื่อง จากเดิมเพียง 14 ดอลลาร์เมื่อปีก่อน แบรนด์จีนอย่าง Oppo, Honor และ Vivo ต้องเผชิญกับยอดส่งมอบที่ลดลงมากที่สุด โดยบางราย reportedly ต้องเลื่อนหรือยกเลิกการเปิดตัวรุ่น旗舰ราคาสูง
ซัมซุงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าเพราะเป็นทั้งผู้ผลิตชิปหน่วยความจำและผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ดังนั้นจึงได้รับประโยชน์จากราคาชิปที่สูงขึ้นในฝั่งธุรกิจชิป ทำให้มี buffer ทางการเงินที่ผู้ผลิตจีนไม่มี สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนพลวัตการแข่งขัน โดยซัมซุงอาจได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในขณะที่คู่แข่งถอยร่น
การขาดแคลนชิปหน่วยความจำเกิดจากความต้องการของ AI โดยตรง ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Nvidia ขับเคลื่อนความต้องการชิป HBM จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นชิปประเภทที่ทันสมัยกว่า แต่ใช้สายการผลิตร่วมกับชิป DRAM และ NAND ทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟน IDC เรียกความต้องการจาก AI นี้ว่า "คลื่นสึนามิที่ถาโถม" ในซัพพลายเชนชิปหน่วยความจำ ประธานเสี่ยวมี่กล่าวว่ากำลังการผลิตชิปหน่วยความจำใหม่อาจยังไม่มาเร็วกว่าปี 2027 และคาดว่ารอบการขึ้นราคาจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยถึงปีนั้น
โดยสรุป การเปลี่ยนทิศทางการผลิตชิปหน่วยความจำที่ driven โดย AI ทำให้ต้นทุนส่วนประกอบพุ่งสูงขึ้น 300% และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทุกราย เสี่ยวมี่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษเพราะโมเดลธุรกิจที่เน้นปริมาณสูงและอัตรากำไรต่ำ ทำให้ไม่มีพื้นที่พอที่จะดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงต้องขึ้นราคาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและลดเป้าหมายการส่งมอบลงอย่างมาก ขณะที่การหันเข้าสู่รถ EV ซึ่งมีต้นทุนสูง ก็เพิ่มความกังวลของนักลงทุนอีกชั้นหนึ่ง