FFE ถูกออกแบบให้เป็นบริษัทแยกจาก FIFA เพื่อบริหารลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ บัตรเข้าชม งานรับรองแขก การขายสิทธิ์เชิงพาณิชย์ และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกและการแข่งขันของ FIFA แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนจากโครงสร้างธุรกิจของฟอร์มูลาวัน
ภายใต้แผนดังกล่าว กลุ่มนักลงทุนภายนอกที่นำโดย Thrive Eternal ซึ่งเป็นเครื่องมือการลงทุนระยะยาวของ Joshua Kushner จะเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยในบริษัทใหม่สูงสุด 20% โดย Joshua เป็นน้องชายของ Jared Kushner อดีตที่ปรึกษาระดับสูงของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
FIFA ยืนยันว่าองค์กรจะยังคงมีอำนาจควบคุมการแข่งขัน กฎระเบียบ และการตัดสินใจด้านกีฬา ขณะที่เงินทุนใหม่จะนำไปสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ต้องผ่านการรับรองจากสมาคมฟุตบอลสมาชิก FIFA ทั้ง 211 แห่ง แต่ไม่เคยเดินทางไปถึงขั้นลงมติ
แรงต้านไม่ได้มาแบบต่างคนต่างคัดค้าน แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและประสานกันจากทั้งภายนอกและภายใน FIFA
UEFA เปิดฉากต่อต้านทันที — สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปกล่าวว่าแผนดังกล่าว “ไม่ใช่สิ่งที่ FIFA มีสิทธิ์นำไปขาย” และเรียกข้อเสนอนี้ว่าเป็น “ข้อตกลงลับหลังที่ไม่น่าภาคภูมิใจ” พร้อมประกาศว่า 55 ชาติสมาชิกจะบอยคอตต์การแข่งขันของ FIFA หากแผนเดินหน้าต่อ
สมาพันธ์ระดับทวีปหลายแห่งปฏิเสธ — UEFA, CONCACAF และ AFC ซึ่งเป็น 3 ใน 6 สมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีปของ FIFA แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างเป็นทางการ โดย CONCACAF กล่าวหาว่าเกิด “ความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง” และเรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารของ FIFA อย่างละเอียด
เกิดความเห็นต่างภายในองค์กร — Carlos Cordeiro ที่ปรึกษาอาวุโสของอินฟานตีโนลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ ขณะที่ Kevin Lamour ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ FIFA เรียก FFE ว่า “โครงการของคนคนเดียว” สะท้อนว่าแผนดังกล่าวอาจไม่ได้ผ่านการหารือภายในองค์กรอย่างเพียงพอ
ข้อกังวลเรื่องการแปรรูปทรัพย์สินของฟุตบอล — ฝ่ายคัดค้านมองว่าการขายหุ้นในธุรกิจเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินสำคัญที่สุดของวงการฟุตบอล ให้กับกลุ่มทุนเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัว Kushner อาจเป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสและไม่เหมาะสม
Andy Burnham นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และ Javier Tebas ประธานลาลีกา ต่างเรียกร้องให้อินฟานตีโนลาออก
วันที่ 31 กรกฎาคม อินฟานตีโนประกาศถอนแผน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวได้ “สร้างความแตกแยกในระดับที่ไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนมากเพียงใด ก็ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของ FIFA อีกต่อไป”
การล่มสลายของ FFE ไม่ได้ทำให้เพียงแผนธุรกิจหนึ่งแผนหายไป แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการตั้งคำถามต่ออำนาจ การตัดสินใจ และอนาคตทางการเมืองของอินฟานตีโนโดยตรง
UEFA ระบุอย่างเป็นทางการว่า “หมดความเชื่อมั่น” ต่ออินฟานตีโน และกล่าวว่า “ไม่มีทางเลือกใดควรถูกตัดออกจากโต๊ะ” เมื่อพูดถึงอนาคตของผู้นำ FIFA นอกจากนี้ UEFA ยังพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการผลักดันข้อเสนอ FFE
นอกจาก Burnham และ Tebas แล้ว ฝ่ายตรงข้ามภายใน FIFA ยังมีแนวโน้มเพิ่มความพยายามเพื่อผลักดันให้อินฟานตีโนพ้นจากตำแหน่ง ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นหลังบุคคลใกล้ชิดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางรายออกมาแสดงจุดยืนแตกต่างจากเขา
เดิมอินฟานตีโนคาดว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธาน FIFA อีกครั้งในการประชุม FIFA Congress ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027 แต่ความล้มเหลวของ FFE ทำลายความน่าเชื่อถือและฐานอำนาจทางการเมืองของเขาอย่างมาก
สื่อบางรายอธิบายความรวดเร็วของการเสื่อมอำนาจครั้งนี้ว่า “น่าทึ่ง” เพราะแผนที่ถูกเปิดตัวด้วยความมั่นใจกลับถูกถอนภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
CONCACAF และองค์กรฟุตบอลอื่น ๆ เรียกร้องให้มีการทบทวนการบริหาร FIFA และกระบวนการตัดสินใจที่นำไปสู่แผน FFE โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าแผนดังกล่าวถูกผลักดันอย่างรวดเร็วและอยู่นอกกระบวนการกำกับดูแลที่ควรเป็น
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิจารณญาณของอินฟานตีโนและผลประโยชน์ส่วนตัวที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อตกลง โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Sunday Times ว่าอินฟานตีโน “อาจทำเงินได้หลายสิบล้าน” จากแผนดังกล่าว ซึ่งยิ่งเพิ่มข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ณ ต้นเดือนสิงหาคม 2026 อินฟานตีโนยังคงดำรงตำแหน่งประธาน FIFA แต่สถานะของเขาอ่อนแอลงอย่างชัดเจน ขณะที่องค์กรฟุตบอลระดับทวีปหลายแห่งกำลังหาทางจำกัดอำนาจหรือผลักดันให้เขาพ้นจากตำแหน่งก่อนการประชุม FIFA Congress ครั้งถัดไป
สิ่งที่ทำให้วิกฤตครั้งนี้รุนแรงไม่ใช่แค่การถูกคัดค้านแผนระดมทุน แต่คือความเร็วและขนาดของแรงต้าน ตั้งแต่คำขู่บอยคอตต์จากยุโรป การคัดค้านจากสมาพันธ์ในหลายทวีป ไปจนถึงความเห็นต่างจากคนใน FIFA เอง สำหรับอินฟานตีโน การถอน FFE อาจหยุดความเสียหายของแผนธุรกิจได้ แต่ยังไม่อาจหยุดคำถามใหญ่กว่านั้นว่า เขาจะรักษาอำนาจนำในวงการฟุตบอลโลกต่อไปได้หรือไม่