สำหรับโรงเรียน ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่การแอบถ่าย แว่นเหล่านี้ยังสามารถส่ง รับ บันทึก และแบ่งปันเสียง ภาพ วิดีโอ หรือข้อความดิจิทัลได้โดยไม่สะดุดตา ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวของนักเรียนและครู รวมถึงความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมระหว่างการสอบ
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลแห่งยุโรป หรือ EDPB ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ยกให้แว่นตาอัจฉริยะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านความเป็นส่วนตัวในปี 2026 นักการเมืองยุโรปเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่หน่วยงานระดับประเทศกำลังพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ GDPR หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องความยินยอม ความโปร่งใส และการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ
ประเด็นที่ยุโรปกำลังพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ซื้อหรือผู้สวมใส่ แต่รวมถึง “บุคคลรอบข้าง” ที่อาจถูกถ่ายภาพโดยไม่รู้ตัวด้วย คนเหล่านี้แทบไม่มีวิธีปฏิบัติจริงในการปฏิเสธการเก็บหรือใช้ข้อมูลของตน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในออสเตรเลีย เมื่อแว่น “camera glasses” แบรนด์ Anko ของ Kmart ราคาเพียง A$89 ขายหมดทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศภายในต้นเดือนสิงหาคม 2026
แว่นรุ่นนี้มีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอระดับ 1080p และรองรับการรู้จำภาพด้วย AI ราคาที่ต่ำทำให้แว่นกล้องไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้งานเทคโนโลยีเฉพาะทางอีกต่อไป แต่เข้าใกล้ตลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่างรวดเร็ว
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิดิจิทัลเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ฝันร้ายด้านความเป็นส่วนตัว” เพราะผู้คนอาจถูกถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ได้ให้ความยินยอม
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นจากข้อแตกต่างด้านการออกแบบสำคัญประการหนึ่ง: แว่น Anko ไม่มีไฟ LED แสดงการบันทึกภาพที่มองเห็นได้ชัดเจน ต่างจากแว่น Ray-Ban ของ Meta รุ่นที่มีราคาสูงกว่า จึงทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างตรวจจับการบันทึกแบบลับ ๆ ได้ยากขึ้น
ออสเตรเลียมีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีข้อกำหนดเฉพาะที่ควบคุมการบันทึกภาพแบบเรียลไทม์โดยไม่เปิดเผยจากกล้องบนอุปกรณ์สวมใส่ของผู้บริโภค
ในเดือนกันยายน 2025 สำนักงานกรรมาธิการสารสนเทศออสเตรเลีย หรือ OAIC พบว่า Kmart ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวจากการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในร้านค้า โดยเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลชีวมาตรโดยไม่แจ้งหรือขออนุญาตลูกค้า แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ามีกฎเฉพาะสำหรับการบันทึกภาพลับ ๆ ด้วยแว่นกล้องในพื้นที่สาธารณะ
ช่องว่างนี้สะท้อนปัญหาที่กว้างกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ของ Kmart เพราะกฎหมายอาจมีเครื่องมือจัดการกับการเก็บข้อมูลโดยองค์กร แต่ยังไม่ชัดเจนพอเมื่อต้องรับมือกับบุคคลทั่วไปหลายล้านคนที่สามารถพกกล้องไว้บนใบหน้าได้ตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 Meta ปล่อยอัปเดตเฟิร์มแวร์ภาคบังคับสำหรับแว่น Ray-Ban ของบริษัท โดยระบบจะปิดการทำงานของกล้องทั้งหมด หากตรวจพบว่าไฟ LED แสดงความเป็นส่วนตัวถูกปิดกั้น ดัดแปลง หรือทำลาย
มาตรการนี้ตอบสนองต่อกรณีผู้ใช้ใช้เทปหรือสติกเกอร์ปิดไฟแสดงการบันทึก เพื่อพยายามถ่ายภาพโดยไม่ให้คนรอบข้างรู้ตัว ก่อนหน้านี้ระบบจะปิดกล้องเมื่อไฟถูกปิดบัง แต่การอัปเดตใหม่เพิ่มการตรวจจับการดัดแปลงทางกายภาพเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า Meta จัดส่งแว่นที่มีกล้องไปแล้วประมาณ 7 ล้านเครื่อง ก่อนออกมาตรการแก้ไขนี้ จึงเกิดคำถามว่าการป้องกันความเป็นส่วนตัวควรมีมาตั้งแต่ก่อนวางขายหรือไม่ แทนที่จะรอให้เกิดช่องโหว่และการใช้งานในวงกว้างเสียก่อน
อีกประเด็นหนึ่งยิ่งทำให้ความกังวลเพิ่มขึ้น เมื่อมีรายงานว่า Meta กำลังสร้างต้นแบบแว่น AI แบบ “super-sensing” ที่จะถ่ายภาพสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้สวมใส่ทุก ๆ ไม่กี่วินาที และอาจไม่มีไฟ LED แสดงการบันทึกเลย หากรายงานดังกล่าวเป็นจริง ก็จะทำให้การแจ้งเตือนคนรอบข้างยากกว่ารุ่นปัจจุบันอย่างมาก
นอกจากนี้ สถานที่หลายประเภทในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ คาสิโน และโรงพยาบาล ต่างออกข้อห้ามใช้แว่นของ Meta แล้ว ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม 2026 เคน แพกซ์ตัน อัยการสูงสุดรัฐเท็กซัส เปิดการสอบสวนแนวทางของ Meta ในการเก็บข้อมูลรูปทรงเรขาคณิตของใบหน้า
กรณีที่เกิดขึ้นในเนวาดา ยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ มีรายละเอียดต่างกัน แต่สะท้อนแรงกดดันแบบเดียวกัน นั่นคือแว่นตาที่ดูเหมือนแว่นธรรมดากำลังทำหน้าที่เป็นกล้อง ไมโครโฟน และผู้ช่วย AI โดยผู้คนรอบข้างอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกบันทึก
ประเด็นสำคัญมีอย่างน้อย 4 ข้อ:
ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ว่าแว่นอัจฉริยะมีประโยชน์หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อกล้องแบบเปิดตลอดเวลาถูกผนวกเข้ากับของใช้ประจำวัน ผู้ผลิตกำลังผลักดันกล้องและ AI ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแว่นสายตา ขณะที่กฎหมายซึ่งสร้างขึ้นเพื่อควบคุมกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ยังพยายามไล่ให้ทันโลกที่การบันทึกภาพอาจเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือน