สหรัฐอเมริกา – ข้าวโพดลดลงประมาณ 6%
FACTBOX ของ S&P Global ระบุชัดเจนว่าผลผลิตข้าวโพดสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงในปี 2026-27 ปริมาณการส่งออกข้าวโพดคาดว่าจะอยู่ที่ 60.7 ล้านเมตริกตัน ลดลง 14% จากปีก่อน
บราซิล – ถั่วเหลืองลดลง 2.7%
ผลผลิตถั่วเหลืองของบราซิลมีแนวโน้มลดลงในปี 2026-27 เช่นกัน Rabobank คาดว่าการเติบโตของผลผลิตถั่วเหลืองบราซิลจะ "ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ" จากอัตราการเติบโตปีละ 3-4% ในอดีต โดย Rabobank คาดการณ์ผลผลิตฤดูกาล 2026/27 ที่ 178 ล้านตัน ลดลงจาก 182 ล้านตันในปี 2025/26
บราซิล – ข้าวโพดก็เสี่ยงเช่นกัน
Bank of America ระบุว่าพืชข้าวโพดของบราซิลมีความเสี่ยงสูง และคาดว่าจะลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบปีต่อปี
ผลกระทบทางการเงินเริ่มปรากฏชัดในตลาดแล้ว:
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าเอลนีโญพัฒนาขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และคาดว่าจะ "ครอบงำรูปแบบสภาพอากาศโลกในช่วงฤดูกาลสิงหาคม-ตุลาคม 2026" ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงกว่าปกติและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปริมาณน้ำฝนครั้งใหญ่
WMO เตือนถึง ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงและอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย บางส่วนของเอเชียใต้ และอเมริกาใต้ตอนเหนือ ในขณะที่ บางส่วนของอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ตอนใต้อาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วม
S&P Global ระบุว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนัก รุนแรงขึ้นในภูมิภาคต่างๆ โดยออสเตรเลีย บราซิล อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญความเสี่ยงขาลงมากที่สุด
นอกเหนือจากเอลนีโญแล้ว คลื่นความร้อนรุนแรงกำลังปกคลุมพื้นที่เกษตรกรรมทางตอนเหนือและตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญ ส่งผลให้ ไร่ข้าวโพด ข้าว และฝ้ายมีความเสี่ยงสูงต่อความเสียหาย ในช่วงการเติบโตที่สำคัญ (ข้าวโพดระยะเมล็ดแก่ ฝ้ายระยะติดฝัก)
อุณหภูมิ 35-40°C ยังคงปกคลุมพื้นที่ผลิตหลัก หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาจีนเตือนถึงความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากเอลนีโญครั้งใหญ่ มณฑลซานตงซึ่งผลิตข้าวโพดประมาณ 10% ของจีน เตือนว่าอุณหภูมิสูงและความชื้นสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตลดลง เหตุการณ์นี้ยิ่งกดดันอุปทานในประเทศและอาจบีบให้จีนต้องนำเข้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดธัญพืชโลกตึงตัวยิ่งขึ้น
สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด มีปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบ:
จากรายงานของ Allianz Research เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยอินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อมากที่สุด (+2.3 จุดเปอร์เซ็นต์) รองลงมาคือมาเลเซียและฟิลิปปินส์ (+0.7 จุดเปอร์เซ็นต์) ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญ อาจได้รับผลกระทบทั้งด้านปริมาณผลผลิตและราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดภาวะฝนแล้งในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ
ขณะเดียวกัน S&P Global ยังระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เผชิญความเสี่ยงขาลงมากที่สุดจากเอลนีโญครั้งนี้ และ WMO เตือนถึงปริมาณน้ำฝนที่ลดลงและอุณหภูมิที่สูงขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
เอลนีโญ 2026-27 กำลังท้าทายความมั่นคงทางอาหารของโลกในระดับที่รุนแรง แม้จะมีปัจจัยบรรเทาอย่างสต็อกธัญพืชที่สูงเป็นประวัติการณ์ แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อไปถึงปี 2028 สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะเป็นสิ่งสำคัญในอีกหลายเดือนข้างหน้า