รายงานการประเมินความเสียหายระบุว่า ระบบผลิตไฟฟ้าและไอน้ำแบบ Integrated Gasification Combined Cycle (IGCC) รวมถึงพื้นที่ถังเก็บน้ำมันได้รับความเสียหาย โดยระบบ IGCC มีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า ไอน้ำ และไฮโดรเจนสำหรับโรงกลั่น
ซาอุดีอาระเบียจึงสั่งหยุดการดำเนินงานของโรงกลั่นเจซานทั้งหมดในวันที่ 27 กรกฎาคม โรงกลั่นแห่งนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และมีการประเมินเบื้องต้นว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมจนถึงอย่างน้อยช่วงกลางเดือนสิงหาคม
อย่างไรก็ตาม รายงานอีกส่วนระบุว่าไฟส่วนใหญ่ถูกควบคุมไว้ได้ และยังไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าหน่วยกลั่นหลักได้รับความเสียหายโดยตรง การปิดโรงกลั่นจึงอาจเป็นมาตรการป้องกันและเพื่อความปลอดภัยระหว่างการซ่อมแซม
วันที่ 27 กรกฎาคม เกิดไฟไหม้ที่ศูนย์แปรรูปและทำให้เสถียรภาพน้ำมันดิบอับเก๊กในจังหวัดทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์แปรรูปน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก และมีบทบาทต่อการทำให้น้ำมันดิบพร้อมส่งออก โดยมีการประเมินว่าสามารถรองรับน้ำมันดิบราว 7% ของโลก
ภาพจากดาวเทียมของ NASA และระบบตรวจจับความร้อน FIRMS พบกิจกรรมไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่พื้นที่ดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียกล่าวว่าโดรนที่โจมตีโรงงานน้ำมันในพื้นที่นี้ถูกปล่อยจากอิรัก และมีการประสานงานระหว่างกลุ่มติดอาวุธที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านกับกลุ่มฮูษีที่ปฏิบัติการจากดินแดนอิรัก
แต่ในกรณีอับเก๊ก การระบุผู้ก่อเหตุและขอบเขตความเสียหายยังมีความไม่แน่นอนมากกว่าเจซาน กลุ่มฮูษีอ้างว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่รายงานเปิดเผยข้อมูลบางส่วนระบุว่ายังไม่มีการยืนยันจากทางการซาอุฯ อย่างครบถ้วนว่าโรงงานถูกโจมตีโดยตรงหรือหยุดดำเนินงานทั้งหมด
ดังนั้น ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ มีหลักฐานภาพดาวเทียมเกี่ยวกับไฟไหม้และมีรายงานความเสียหายที่อับเก๊ก แต่ยังไม่ควรสรุปตัวเลขความเสียหายหรือระยะเวลาหยุดเดินเครื่องเกินกว่าข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนั้น
นอกจากเจซานและอับเก๊ก กลุ่มฮูษียังอ้างว่าโจมตีสถานที่ของ Saudi Aramco ในเมืองยันบูบนชายฝั่งทะเลแดงด้วย
วันที่ 28–29 กรกฎาคม สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศแบบเจาะจงต่อสถานที่ด้านยุทธปัจจัยและอาวุธของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในภาคตะวันออกของอิรัก
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า เป้าหมายเป็นกลุ่มที่สอดคล้องกับอิหร่านและได้รับคำสั่งจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ให้โจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบีย โดยสหรัฐฯ ระบุว่ามีความพยายามโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งภายใน 72 ชั่วโมง
กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าได้ปฏิบัติการร่วมกับ CENTCOM เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนต่อแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย นับเป็นการที่ริยาดเข้าร่วมการโจมตีร่วมกับวอชิงตันอย่างเปิดเผยในช่วงความขัดแย้งรอบนี้
รายงานจากฝ่ายอิรักระบุว่าการโจมตีทำให้สมาชิกกองกำลังระดมพลประชาชน หรือ PMF เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน และบาดเจ็บอีก 32 คน ขณะที่นายกรัฐมนตรีอาลี อัล-ซาอิดีเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติฉุกเฉิน และประณามการโจมตีว่าเป็น “การคำนวณผิดพลาดครั้งใหญ่”
ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตีในอิรัก กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีไปยังฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก อัล-ซัลตี และสำนักงานใหญ่ CENTCOM ในจอร์แดน สหรัฐฯ ระบุว่าขีปนาวุธทั้งหมดถูกสกัดไว้ได้
ขณะเดียวกัน อิหร่านออกคำเตือนหลายระลอกเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค ได้แก่
คำเตือนดังกล่าวรวมถึงการขู่ว่าอาจโจมตีอิสราเอลและแหล่งพลังงานในประเทศอ่าวเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านถูกโจมตี
เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามอิหร่านปี 2026 ซึ่งตามรายงานเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีสถานที่ด้านนิวเคลียร์และการทหารของอิหร่าน ต่อมาความขัดแย้งดึงกลุ่มฮูษีในเยเมน กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในอิรักภายใต้เครือข่าย Islamic Resistance in Iraq และกองกำลังอิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องในหลายแนวรบ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงงานน้ำมัน แต่ลามไปยังเส้นทางขนส่งทางทะเล กลุ่มฮูษีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง ทำให้ความขัดแย้งขยายไปสู่เส้นทางเดินเรือสำคัญอีกแห่ง หลังการหยุดชะงักบริเวณช่องแคบบับ อัล-มันเดบก่อนหน้านี้
ซาอุดีอาระเบียยังระบุว่าสามารถสกัดโดรนจากอิรักที่มุ่งเป้าไปยังโรงงานน้ำมันในจังหวัดทางตะวันออกและพื้นที่ริยาดได้ ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาใช้การปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะใช้ “บทลงโทษทางทหารครั้งใหญ่” ต่ออิหร่านและกลุ่มฮูษี หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ ยังเปิดฉากโจมตีหลายระลอกต่อระบบป้องกันชายฝั่งและฐานขีปนาวุธของอิหร่าน
เมื่อมีรายงานว่าวอชิงตันอาจพิจารณาโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่าน ความเสี่ยงจึงเปลี่ยนจากการโจมตีตอบโต้ระหว่างกองกำลัง ไปสู่การคุกคามโรงไฟฟ้า โรงงานน้ำมัน ท่าเรือ และเส้นทางส่งออกพลังงานโดยตรง
จุดนี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในประเทศอ่าวกลายเป็นปัจจัยเดียวกันในสมการความมั่นคง หากมีการโจมตีเพิ่มเติม ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่สู้รบ แต่อาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซในระดับโลกด้วย เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
ท่ามกลางการยกระดับทางทหาร โอมานเสนอข้อตกลงระดับภูมิภาคเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิรักเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้ดินแดนของตนเป็นฐานหรือเส้นทางสำหรับการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และย้ำว่าดินแดนอิรักไม่ควรถูกใช้เป็นจุดปล่อยการโจมตี
อย่างไรก็ตาม การที่ซาอุดีอาระเบียซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ต้องเข้าร่วมการโจมตีในอิรัก สะท้อนว่าพื้นที่กันชนระหว่างสงครามอิหร่านกับความมั่นคงของอ่าวกำลังหดแคบลง
ภาพรวมจึงยังเป็นวงจรที่เปราะบาง: การโจมตีแหล่งพลังงานนำไปสู่การโจมตีตอบโต้ในอิรัก อิหร่านยิงขีปนาวุธและขู่ตอบโต้ต่อโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง ขณะที่ความพยายามทางการทูตต้องเร่งหยุดไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบทั่วภูมิภาค