แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะคอมพิวเตอร์ควอนตัมทำงานกับผลลัพธ์เชิงความน่าจะเป็น และระบบจริงก็มีสัญญาณรบกวนกับข้อผิดพลาดอยู่เสมอ การตรวจสอบว่าผลลัพธ์นั้นเชื่อถือได้จึงเป็นหนึ่งในโจทย์ยากที่สุดของวงการ โดยเฉพาะเมื่อการคำนวณมีความซับซ้อนจนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมไม่สามารถจำลองซ้ำได้อย่างคุ้มค่า
IBM และมหาวิทยาลัยชิคาโกระบุว่า การออกแบบวงจรครั้งนี้ทำให้ทั้งสองเป้าหมายเกิดขึ้นพร้อมกัน คือวงจรจำลองได้ยากสำหรับคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม และยังมีโครงสร้างที่ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดของตัวเองได้
การทดลองหลักทำงานบนโปรเซสเซอร์ IBM Quantum Heron และมีตัวเลขสำคัญดังนี้
โจทย์ที่ใช้เป็นงานสุ่มตัวอย่างซึ่งออกแบบให้คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจำลองได้ยาก แต่ยังเปิดช่องให้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของผลลัพธ์ได้ ทีมงานเผยแพร่วงจรและผลการทดลองผ่าน Quantum Advantage Tracker ของ IBM พร้อมเชิญชวนนักวิจัยภายนอกให้ตรวจสอบหรือโต้แย้งผลลัพธ์อย่างเป็นอิสระ
หัวใจสำคัญของการทดลองคือเทคนิคที่เรียกว่า spacetime code ซึ่งเป็นแนวทางที่มีโครงสร้างมากกว่าวิธี random circuit sampling หรือ RCS ที่ใช้ในการทดลอง quantum advantage ก่อนหน้านี้
ทีมวิจัยสร้างวงจรส่วนใหญ่จาก Clifford gate ซึ่งเป็นชุดประตูควอนตัมที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจำลองได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และช่วยรองรับการตรวจจับข้อผิดพลาด จากนั้นจึงแทรก T gate ซึ่งเป็นการดำเนินการที่จำเป็นต่อการคำนวณควอนตัมแบบสากล เข้าไปในตำแหน่งที่ออกแบบไว้อย่างระมัดระวัง โดยยังรักษาความสามารถในการตรวจจับข้อผิดพลาดของโครงสร้าง Clifford ไว้ได้
ผลที่ได้คือระบบสามารถตรวจจับข้อผิดพลาด ระหว่างที่การคำนวณกำลังดำเนินอยู่ แทนที่จะปล่อยให้คำนวณเสร็จแล้วค่อยพึ่งคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมมาตรวจสอบภายหลัง
ทีมวิจัยคำนวณค่าขอบเขตล่างของความเที่ยงตรง หรือ fidelity ได้ที่ 0.284 ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% โดยระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่การทดลอง quantum advantage ให้ขอบเขตความถูกต้องที่รับประกันได้ในเชิงคณิตศาสตร์
อย่างไรก็ตาม วิธีตรวจสอบนี้มีต้นทุนสูงมาก จำนวนรอบการทดลองทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 860 เท่า เมื่อเทียบกับการรันตามปกติ และมีเพียงประมาณ 28% ของรอบการทดลอง ที่ผ่านตัวกรองตรวจจับข้อผิดพลาด ภาระดังกล่าวจึงเป็นความท้าทายสำคัญ หากต้องการขยายวิธีนี้ไปสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม
การประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมประสานกับพรีพรินต์ 3 ฉบับที่เผยแพร่บน arXiv ระหว่างวันที่ 27–28 กรกฎาคม โดยแต่ละฉบับใช้แนวทางต่างกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการคำนวณควอนตัมที่เกินขอบเขตการจำลองอย่างน่าเชื่อถือของคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม
นักวิจัยภายนอกตั้งข้อสังเกตว่า พรีพรินต์ของ Qedma และ Algorithmiq ไม่ได้ประกาศอ้าง quantum advantage อย่างชัดเจนด้วยตัวเอง แต่ระบุว่าการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำได้ยาก นอกจากนี้ งานวิจัยทั้ง 3 ฉบับยังเป็น พรีพรินต์ที่ผ่านการเผยแพร่บน arXiv แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
เช่นเดียวกับคำกล่าวอ้างครั้งใหญ่ในวงการควอนตัม ผลลัพธ์นี้ยังควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ Gil Kalai นักวิจารณ์ควอนตัมคอมพิวติ้งที่ติดตามประเด็นนี้มานาน เตือนว่าสัญญาณรบกวนอาจยังส่งผลกระทบต่อผลการทดลองได้
นอกจากภาระการทดลองที่เพิ่มขึ้น 860 เท่าแล้ว โจทย์ที่ใช้ยังถูกออกแบบมาโดยเฉพาะให้ตรวจสอบได้ การขยายแนวทางดังกล่าวไปยังปัญหาที่มีคุณค่าทางธุรกิจหรือการใช้งานจริงจึงยังเป็นคำถามเปิดที่สำคัญ IBM ระบุว่าได้เปิดเผยข้อมูลและวิธีการอย่างเป็นสาธารณะ พร้อมเชิญชุมชนนักวิจัยให้ตรวจสอบและหักล้างผลลัพธ์ได้อย่างอิสระ
ในวันเดียวกับการประกาศทางเทคนิค Arvind Krishna ซีอีโอ IBM ให้สัมภาษณ์รายการ Mad Money ของ CNBC ถึงผลกระทบเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีนี้
Krishna กล่าวว่า ควอนตัมคอมพิวติ้งจะเริ่มสร้าง “ผลกระทบที่วัดผลได้” ต่อรายได้และกำไรของ IBM ภายในปี 2028 หรือ 2029 นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า IBM “ค่อนข้างมั่นใจ” ว่าควอนตัมคอมพิวติ้งอาจสร้างมูลค่าได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในช่วงปลายทศวรรษ 2030
คำคาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแผนลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัท โดย IBM ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่าจะลงทุน มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในควอนตัมคอมพิวติ้งตลอด 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตฮาร์ดแวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด ซอฟต์แวร์ และความร่วมมือในระบบนิเวศ
บริษัทยังระบุว่ายังคงเดินหน้าตามแผนเพื่อส่งมอบคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบทนต่อข้อผิดพลาดขนาดใหญ่ภายในปี 2029 ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตชิปควอนตัมแบบแยกอิสระที่วางแผนไว้ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากคำมั่นเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
หากผลการทดลองผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและการตรวจสอบจากนักวิจัยอิสระ ความสำเร็จนี้อาจกลายเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดจนถึงขณะนี้ว่า ฮาร์ดแวร์ควอนตัมกำลังข้ามพ้นระดับการสาธิตแนวคิดไปสู่การใช้งานที่มีประโยชน์จริง
จุดเด่นของงานไม่ได้อยู่ที่การคำนวณได้เร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การผสาน โจทย์ที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมจำลองได้ยาก เข้ากับ หลักฐานทางสถิติที่บอกได้ว่าผลลัพธ์มีความเที่ยงตรงในระดับใด ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือที่ตามหลอกหลอนคำกล่าวอ้าง quantum advantage มาตั้งแต่การทดลอง Sycamore ของ Google ในปี 2019
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดยังชัดเจน ทั้งภาระการตรวจสอบที่สูง โจทย์ที่ถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้โดยเฉพาะ และสถานะงานวิจัยที่ยังเป็นพรีพรินต์ ดังนั้น ข่าวนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำให้ควอนตัมคอมพิวติ้ง “ตรวจสอบได้และน่าเชื่อถือขึ้น” มากกว่าจะเป็นคำประกาศว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมพร้อมแทนที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในทุกงานแล้ว