งานวิเคราะห์บางส่วนเรียกแรงดึงดูดนี้ว่า “มนตร์สะกดแบบมนุษย์” (anthropomorphic seduction) คือความน่าดึงดูดของการสนทนาที่ดูเหมือนมนุษย์ ทั้งที่ระบบไม่มีประสบการณ์จริง ความเข้าใจ หรือความเห็นอกเห็นใจแบบคน
การออกแบบให้ AI ดูเป็นมนุษย์อาจทำให้ผู้ใช้เกิดความผูกพันทางอารมณ์ และพึ่งพาระบบมากเกินไป จนกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและอำนาจในการตัดสินใจของตนเอง มีหลักฐานว่าผู้คนอาจยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวกับแชตบอตบริการลูกค้าที่ถูกทำให้ดูเป็นมนุษย์ มากกว่าที่จะเปิดเผยกับระบบที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว
ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การอนุมานความเป็นมนุษย์” (anthropomorphic inference) ยังทำให้ผู้ใช้มอบบทบาททางสังคมให้ระบบที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นเพียงระบบคาดการณ์และสร้างข้อความ เมื่อแชตบอตดูเหมือน “เพื่อน”, “ที่ปรึกษา” หรือ “ผู้ช่วยที่เข้าใจเรา” ผู้ใช้อาจประเมินความน่าเชื่อถือและข้อจำกัดของมันผิดไป
การมอง AI แบบมนุษย์อาจทำให้การประเมินสถานะทางศีลธรรม บุคลิกทางศีลธรรม และความรับผิดชอบของระบบคลาดเคลื่อน ผู้ใช้อาจโยนความรับผิดชอบให้เครื่องจักร ทั้งที่การออกแบบ การนำไปใช้ และผลลัพธ์มักเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือองค์กร
ในทางกลับกัน องค์กรอาจใช้ “บุคคลปลอม” หรือภาพลักษณ์ที่ทำให้ระบบดูมีตัวตน เพื่อชักจูงผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ทำให้การระบุผู้รับผิดชอบทำได้ยากขึ้น
สิ่งใดก็ตามที่ถูกออกแบบมาเพื่อโน้มน้าวใจ ย่อมทำให้ผู้คนมีแนวโน้มคล้อยตามมากขึ้น จากมุมมองด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ AI ที่มีภาพลักษณ์แบบมนุษย์จึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะมันอาศัยกลไกการตัดสินใจแบบลัดของมนุษย์เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตรายได้
ตัวอย่างเช่น น้ำเสียงที่มั่นใจ บุคลิกที่เป็นมิตร หรือคำตอบที่ดูเอาใจใส่ อาจทำให้ผู้ใช้ลดการตรวจสอบข้อมูล ทั้งที่ความน่าเชื่อถือของรูปแบบการสื่อสารไม่ได้รับประกันความถูกต้องของเนื้อหา
ภาษาที่ทำให้ AI ดูเป็นมนุษย์มีส่วนขยายภาพว่าระบบ “คิดเอง”, “มีเป้าหมาย” หรือ “เข้าใจโลก” จนเกิดการนำเสนอความสามารถของ AI เกินกว่าที่เทคโนโลยีทำได้จริง การพูดเกินจริงเช่นนี้ทำให้สังคมประเมินทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของ AI ได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง และทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายขาดความแม่นยำ
ความแตกต่างระหว่าง “the AI” กับ “AI systems” อาจดูเป็นเรื่องไวยากรณ์เล็กน้อย แต่มีผลต่อกรอบความคิดของผู้อ่านอย่างมาก
เมื่อใช้ “AI” เป็นคำนามนับได้ เช่น “AI ตัดสินใจแล้ว” หรือ “AI ที่คิดได้” คำดังกล่าวทำให้ดูเหมือนมีหน่วยงานเดียวที่เป็นเอกเทศ มีความคิดภายใน และสามารถกำหนดเป้าหมายของตนเองได้ ทั้งยังทำให้ AI หลายประเภท ตั้งแต่โมเดลภาษา ระบบแนะนำเนื้อหา ไปจนถึงซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพ ถูกเหมารวมราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน
แต่เมื่อใช้คำว่า “ระบบ AI”, “โมเดล AI”, “เครื่องมือ AI” หรือระบุชื่อระบบให้ชัดเจน ภาษาจะย้ำว่ากำลังพูดถึงสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ออกแบบขึ้น ไม่ใช่จิตใจหรือบุคคลหนึ่งคน นิตยสาร Nature ระบุว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ “the AI/an AI” เพราะสื่อถึงความเป็นผู้กระทำ (agency) และแนะนำให้ใช้ “the AI system/an AI system” หรือระบุให้ชัดว่าหมายถึงโมเดลหรือระบบประเภทใด
การใช้คำนามว่า “AI” จึงไม่ได้เป็นเพียงการย่อคำ แต่สามารถกลายเป็นพาหะของการมอบเจตนา ความเข้าใจ และความสามารถในการตัดสินใจให้เทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ว่าการทำให้ AI เป็นมนุษย์มีมิติด้าน “ศัพท์และถ้อยคำ” ซึ่งช่วยขยายกระแสโฆษณาชวนเชื่อหรือความคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับ AI
การเปลี่ยนภาษาไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด แต่ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจอย่างต่อเนื่องว่าเรากำลังใช้เครื่องมือประเภทใด ตัวอย่างเช่น
ท้ายที่สุด การทำให้ AI ดูเป็นมนุษย์ไม่ใช่เพียงอุปมาอุปไมยที่ไม่มีผลตามมา เพราะอาจนำไปสู่การหลอกลวง ความไว้ใจเกินควร การชักจูง การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการโยนความรับผิดชอบผิดที่ การเลือกใช้คำว่า “ระบบ AI” แทน “AI” ในฐานะตัวตนเดียว จึงเป็นวินัยทางภาษาที่เรียบง่าย แต่ช่วยให้ธรรมชาติและข้อจำกัดของเทคโนโลยียังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า